Featured

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น


บทที่ 1

พื้นฐานการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย

(Fundamental of Data Communications and Networks)

วัตถุประสงค์เพื่อ
  1. บอกความหมายและส่วนประกอบของการสื่อสารข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
  2. สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมมาประยุกต์ใช้งานได้อย่างเหมาะสม
  3. บอกความหมายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์และประโยชน์ของเครือข่ายได้
  4. เปรียบเทียบความแตกต่างของประเภทเครือข่าย LAN, MAN และ WAN ได้
  5. เห็นความสำคัญของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีต่อรูปแบบธุรกิจและการดำรงชีวิตในปัจจุบันได้
  6. มีความเข้าใจและมองเห็นภาพของการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในลักษณะต่าง ๆ

ความหมายของการสื่อสารข้อมูล

การสื่อสารข้อมูล เป็นกระบวนการถ่ายโอนข้อมูล/สารสนเทศจากแหล่งกำเนิดข่าวสารผ่านสื่อกลาง เพื่อส่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ


ส่วนประกอบของระบบการสื่อสารข้อมูล (Components of Data Communication System)

  1. ข่าวสาร (Message) ข้อมูลหรือสารสนเทศที่อาจเป็นข้อความ ตัวเลข เสียง และวิดีโอ
  2. ผู้ส่ง (Sender/Source) อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับส่งข่าวสาร เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์
  3. ผู้รับ (Receiver/Destination) อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรับข่าวสาร เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์
  4. สื่อกลางส่งข้อมูล (Transmission Medium) เช่น สายไฟเบอร์ออปติก หรือคลื่นวิทยุ เป็นต้น
  5. โพรโทคอล (Protocol) กลุ่มของกฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นมา เพื่อนำมาใช้เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับเพื่อให้การสื่อสารบรรลุผล

                              

    การสื่อสารโทรคมนาคม (Telecommunication)

    การสื่อสารโทรคมนาคม หมายถึง การสื่อสารระยะไกล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ เกี่ยวข้องกับการใช้งานเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Transmitters) เช่น โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในยุคปัจจุบันถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติเป็นอย่างมาก โดยจะพบว่าประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนแต่มีระบบการสื่อสารโทรคมนาคมที่ก้าวหน้าและทันสมัย ที่มีส่วนสำคัญต่อการผลักดันธุรกิจต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจโลกในยุคนี้ทีเดียว


    ความหมายของเครือข่าย

    ในส่วนของ “เครือข่าย” หมายถึง เครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงกันในระยะใกล้ภายในพื้นที่เดียวกัน (Local) กับเครือข่ายที่เชื่อมโยงแบบระยะไกล (Remote) โดยเฉพาะเครือข่ายที่เชื่อมโยงแบบระยะไกลนั้น จำเป็นต้องพึ่งพาช่องทางการสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลระยะไกลได้

    ตัวอย่างของการสื่อสารโทรคมนาคม

    - โทรเลข (Telegraphy)

    - โทรสาร (Facsimile)

    - โทรศัพท์ (Telephone)

    - โทรทัศน์ (Television)

    - วิทยุกระจายเสียง (Radio)

    - ไมโครเวฟ (Microwave)

    - ดาวเทียม (Satellite)

    เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Networks)

    เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ การนำกลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ มาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย โดยใช้สื่อกลางซึ่งเป็นสายเคเบิลหรือคลื่นวิทยุเป็นเส้นทางการลำเลียงข้อมูลเพื่อสื่อสารระหว่างกัน และการที่เครือข่ายสามารถเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวได้ก็เพราะระบบปฏิบัติการเครือข่าย ซึ่งจัดเป็นซอฟต์แวร์ระบบที่สำคัญที่นำมาใช้เชื่อมโยงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เข้าด้วยกัน และทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรบนเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานทรัพยากรร่วมกันบนเครือข่ายได้อย่างสะดวก

    ก่อนจะเป็นเครือข่าย

    Sneaker หมายถึง รองเท้าของบุคคลที่เดินไปคัดลอกสำเนาข้อมูล ดังนั้น Sneaker จึงหมายถึงเครือข่ายที่ใช้บุคคลในการเดินเท้าเพื่อถ่ายโอนข้อมูลนั่นเอง อย่างไรก็ตาม Sneakernet นั้นเป็นคำเปรียบเปรยเชิงล้อเล่นมากกว่าที่จะนำไปใช้เป็นศัพท์เชิงทางการ

    ประโยชน์ของเครือข่าย

    • การใช้ทรัพยากรร่วมกัน
    • ช่วยลดต้นทุน
    • เพิ่มความสะดวกในด้านการสื่อสาร
    • ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของระบบ




    ประเภทของเครือข่าย (Categories of Networks)

    • เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network: LAN)
    เครือข่ายท้องถิ่นเป็นเครือข่ายส่วนบุคคล ที่มีการลิงค์เชื่อมโยงระหว่างพีซีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เพื่อการใช้งานร่วมกัน เครือข่ายท้องถิ่นอาจมีเพียงพีซีคอมพิวเตอร์เพียง 2 เครื่องเพื่อใช้งานตามบ้านเรือน หรือเชื่อมโยงพีซีคอมพิวเตอร์เป็นร้อยเครื่องสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ โดยจะครอบคลุมระยะทางไม่กี่กิโลเมตร


    เครือข่ายท้องถิ่นหรือมักเรียกสั้น ๆ ว่า เครือข่ายแลน นั้น ได้รับการออกแบบมาเพื่ออนุญาตให้สามารถแชร์ทรัพยากรบนเครือข่ายร่วมกันได้ เช่น การแชร์ข้อมูล โปรแกรม และเครื่องพิมพ์ เป็นต้น

    • เครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network: MAN)
    เป็นเครือข่ายที่มีขนาดระหว่างเครือข่ายแลนและเครือข่ายแวน ซึ่งปกติจะครอบคลุมพื้นที่ภายในเมืองหรือจังหวัด โดยเป็นเครือข่ายที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อใช้งานเพื่อการสื่อสารความเร็วสูง

    • เครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network: WAN)
    เครือข่ายระดับประเทศหรือเครือข่ายแวนสามารถส่งผ่านข้อมูลได้ระยะไกล สามารถสื่อสารข้ามประเทศหรือข้ามทวีปได้ เครือข่ายแวนอาจมีสายแกนหลักจำนวนมากกว่าหนึ่งเส้นที่นำไปใช้เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต

    นอกจากขนาดของเครือข่ายที่สามารถเชื่อมโยงได้ไกลข้ามประเทศอย่างเครือข่ายแวนแล้ว สื่อส่งข้อมูลที่ใช้ในเครือข่ายแวนก็มีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสายโทรศัพท์ สายเคเบิล รวมถึงการสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นต้น

    • อินเทอร์เน็ต (The Internet)
    อินเทอร์เน็ตจัดเป็นเครือข่ายสาธารณะ (Public Network) ที่ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนเนชีวิตปัจจุบันของมนุษย์ในยุคนี้ จึงทำให้รูปแบบธุรกิจเดิมที่เคยดำเนินการอยู่ จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบด้วยการใช้ช่องทางการจำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างทางเลือกและความสะดวกในด้านการบริการแก่ลูกค้า โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางเว็บไซต์ ทั้งนี้มิได้จำกัดเพียงลูกค้าภายในประเทศ แต่นั่นหมายถึงลูกค้าทั่วโลกที่สามารถเข้าใช้บริการนี้ผ่านทางเว็บไซต์

    อินเทอร์เน็ตประกอบด้วยเครือข่ายที่หลากหลาย ดังนั้นอุปกรณ์ที่เรียกว่า เร้าเตอร์ (Router) จึงถูกนำมาใช้เพื่อการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายเข้าด้วยกัน เร้าเตอร์จัดเป็นอุปกรณ์สำคัญของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทีเดียว เพื่อใช้สำหรับกำหนดเส้นทางบนเครือข่าย

    นอกจากนี้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีค่อนข้างหลากหลายและอาจมีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรมของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้อุปกรณ์อย่าง เกตเวย์ (Gateway) จึงถูกนำมาใช้งานเพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ที่มีระบบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสามารถสื่อสารร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียวกันได้


    • เครือข่ายไวร์เลสแลนหรือเครือข่ายแบบไร้สาย
    เทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีการใช้งานมากที่สุด คือ เครือข่ายแลน ซึ่งเครือข่ายแลนนั้นมีจุดมุ่งหมาย
    เพื่อให้คอมพิวเตอร์หลายเครื่องรับ-ส่ง ข้อมูลระหว่างกันได้ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ร่วมกันด้วย
    สาเหตุนี้จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น วิธีการเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ เพื่อลดความยุ่งอยากในการเชื่อมโยงสายสัญญาณด้วยการใช้จำนวนสายสัญญาณน้อย โดยเทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลภายในเครือข่ายแลนที่น่าสนใจมี ดังนี้

    1.  อินเทอร์เน็ต



    2.โทเค็นริง




    3.สวิตชิง




    4.ไฮเบริด





    การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์   (Computer Networks-Basic Configurations)

    ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในมุมมองเชิงกายภาพ ที่แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมต่อในลักษณะต่าง ๆ และโดยปกติเราสามารถพบเห็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อในมุมมองต่าง ๆ ได้จากการสังเกตตามองค์กรหรือหน่วยงาน หรือจากการใช้งานประจำวันไม่ว่าจะที่บ้าน สำนักงาน หรือสถาบันการศึกษา โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ มีดังนี้

    1. ไมโครคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายท้องถิ่น (Microcomputer-to-LAN Configurations)


    เราสามารถพูดได้ว่าในปัจจุบันนี้ การเชื่อมต่อไมโครคอมพิวเตอร์ในรูปแบบของเครือข่ายท้องถิ่นนั้น สามารถพบเห็นได้ตามสำนักงานทั่วไป ทั้งนี้เครือข่ายท้องถิ่นจัดเป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมสำหรับการแชร์ใช้งานโปรแกรม ข้อมูล และอุปกรณ์ได้เป็นอย่างดี

    ด้วยอัตราการใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์ และการนำมาเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายท้องถิ่นจำนวนมาก จึงทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเครือข่ายท้องถิ่นมีอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลสูงคือ ตั้งแต่ 100 เมกะบิตต่อวินาที (100 Mbps) จนถึงระดับกิกะบิตต่อวินาที (1 Gbps)

    2. ไมโครคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ต (Microcomputer-to-Internet Configurations)

    จากการเติบโตของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และกระแสการใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์ตามบ้านพักอาศัยมีจำนวนมากขึ้น ดังนั้นการนำไมโครคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงมีอัตราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้ตามบ้านพักอาศัยส่วนใหญ่ใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีระบบ ADSL ที่กลุ่มลูกค้าตามบ้านพักอาศัยสามารถมีทางเลือกในการใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ โดยอัตราความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลมีได้ตั้งแต่ Mbps แต่การใช้บริการระบบ ADSL ได้นั้น บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) จะต้องมีการติดตั้งระบบดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการใช้งานด้วย ลูกค้าตามบ้านักอาศัยจึงสามารถใช้บริการได้ ที่สำคัญการบริการ ADSL จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือน และสามารถเชื่อมโยงใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    3. เครือข่ายท้องถิ่นกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (LAN-to-Internet Configurations)

    อุปกรณ์ที่เรียกว่า “เร้าเตอร์ (Router)” จัดเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะต้องนำมาใช้เพื่อเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายทั้งสอง ถึงแม้ว่าอุปกรณ์สวิตช์หรือบริดจ์จะสามารถนำมาใช้เชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายได้เช่นกัน แต่หลักการทำงานจะแตกต่างกัน โดยเฉพาะเร้าเตอร์จะมีขีดความสามารถในการจัดการเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่รับส่งกันระหว่างเครือข่ายจำนวนมากที่เชื่อมต่อกันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี และมีหลักการทำงานที่ซับซ้อนกว่าอุปกรณ์อย่างบริดจ์และสวิตช์

    4. ดาวเทียมและไมโครเวฟ (Satellite and Microwave)

    เทคโนโลยีดาวเทียมและไมโครเวฟ จัดเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมและนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย ซึ่งหากระยะทางระหว่างสองเครือข่ายไกลกันมาก และยากต่อการเดินสายสัญญาณเพื่อเชื่อมต่อระหว่างกัน หรือแทบจะเชื่อมโยงผ่านสายไม่ได้เลยเนื่องจากปัญหาด้านภูมิศาสตร์ ดังนั้นการส่งผ่านข้อมูลด้วยการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและไมโครเวฟจึงเป็นแนวทางหนึงที่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งสองให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำมาประยุกต์ใช้เพื่องานแพร่ภาพทีวีผ่านดาวเทียม โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ GPS และวิดีโอคอนเฟเร็นซ์

    5. โทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Telephone)

    ตัวอย่างของคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคที่นำมาใช้เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ไร้สายผ่านสายเคเบิลหรือบลูทูธ (Bluetooth) การส่งผ่านข้อมูลจากโทรศัพท์ไร้สายที่เชื่อมต่อกับโน๊ตบุค จะส่งไปยังศูนย์กลางโทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Telephone Switching Center) ซึ่งศูนย์กลางนี้เองจะทำหน้าที่ช่วยในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างโน๊ตบุคผ่านโครงข่ายโทรศัพท์สาธารณะ รวมถึงการเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายอินเทอร์เน็ต


    ขอบคุณแหล่งข้อมูลhttp://www.skcc.ac.th/elearning/network/?p=5

                                                               บทที่ 2
                                                    เครือข่ายคอมพิวเตอร์


    1. ความสำคัญของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

         ธรรมชาติมนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ร่วมกันทำงานสร้างสรรสังคมเพื่อให้ 
    ความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น จากการดำเนินชีวิตร่วมกันทั้งในด้านครอบครัว  การทำงานตลอดจนสังคมและการเมือง  ทำให้ต้องมีการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เมื่อมนุษย์มีความจำเป็นที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างกัน    พัฒนาการ ทางด้านคอมพิวเตอร์จึงต้องตอบสนองเพื่อให้ใช้งานได้ตามความต้องการ  แรกเริ่มมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์แบบ รวมศูนย์   เช่น มินิคอมพิวเตอร์ หรือ เมนเฟรม โดยให้ผู้ใช้งานใช้พร้อมกันได้หลายคน แต่ละคนเปรียบเสมือน เป็นสถานีปลายทาง ที่เรียกใช้ทรัพยากร การคำนวณจากศูนย์คอมพิวเตอร์และให้คอมพิวเตอร์ตอบสนองต่อ การทำงานนั้น ต่อมามีการพัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์ที่ทำให้สะดวกต่อการใช้งานส่วนบุคคล  จนมีการเรียกไมโครคอมพิวเตอร์  
     ว่า  พีซี (Personal Competer:PC)    การใช้งานคอมพิวเตอร์จึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว  เพราะการใช้งานง่ายราคา ไม่สูงมาก   สามารถจัดหามาใช้ได้ไม่ยาก  เมื่อ มีการใช้งานกันมาก บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ต่างๆ ก็ปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบสนองความต้องการที่จะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มในรูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์  จึงเป็นวิธีการหนึ่ง  และกำลังได้รับความนิยมสูงมาก  เพราะทำให้ตอบสนองตรงความต้องการที่จะติดต่อสื่อสาร ข้อมูลระหว่างกัน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ได้แก่ เมนเฟรม  มินิคอมพิวเตอร์ มาเป็นไมโครคอมพิวเตอร์  ที่มีขนาดเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไมโครคอมพิวเตอร์ก็ได้รับ การพัฒนาให้มีขีดความสามารถและทำงานได้มากขึ้น  จนกระทั่งคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้  
    ดังนั้นจึงมีการพัฒนาให้คอมพิวเตอร์ทำงานในรูปแบบ  เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่มาเป็นสถานีบริการ หรือที่เรียกว่า เครื่องให้บริการ (Server ) และให้ไมโครคอมพิวเตอร์ตาม หน่วยงานต่างๆ เป็นเครื่องใช้บริการ (Client) โดยมีเครือข้าย(Network) เป็นเส้นทางเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์จาก จุดต่างๆ 


     ในที่สุดระบบเครือข่ายก็จะเข้ามาแทนระบบคอมพิวเตอร์เดิมที่เป็นแบบรวมศูนย์ได้             
    เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความสำคัญและได้รับความนิยมมากขึ้น  เพราะสามารถสร้างระบบคอมพิวเตอร์ให้ 

    พอเหมาะกับงาน  ในธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำลังในการลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีราคาสูงเช่น
     มินิคอมพิวเตอร์ ก็สามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์หลายเครื่องต่อเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย  โดยให้ไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง เป็นสถานีบริการที่ทำให้ใช้งานข้อมูลร่วมกันได้   เมื่อกิจการเจริญก้าวหน้าขึ้นก็สามารถขยายเครือข่ายการใช้ คอมพิวเตอร์โดยเพิ่มจำนวนเครื่องหรือขยายความจุข้อมูลให้พอเหมาะกับองค์กร        
    ในปัจจุบันองค์การขนาดใหญ่ก็สามารถลดการลงทุนลงได้  โดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงจากกลุ่มเล็ก ๆ หลาย ๆ กลุ่มรวมกันเป็นเครือข่ายขององค์การ  โดยสภาพการใช้ข้อมูลสามารถทำได้ดีเหมือน เช่นในอดีตที่ต้องลงทุนจำนวนมาก  เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีบทบาทที่สำคัญต่อหน่วยงานต่างๆ ดังนี้

    1.  ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และสามารถทำงานพร้อมกัน
    2.  ให้สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งทำให้องค์การได้รับประโยชน์มากขึ้น
    3.  ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า เช่น ใช้เครื่องประมวลผลร่วมกัน แบ่งกันใช้แฟ้มข้อมูล 

    ใช้เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์ที่มีราคาแพงร่วมกัน
    4.  ทำให้ลดต้นทุน เพราะการลงทุนสามารถลงทุนให้เหมาะสมกับหน่วยงานได้
     


    2  ชนิดของเครือข่าย
               เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งแยกตามสภาพการเชื่อมโยงได้ 2 ชนิด

         -  เครือข่ายแลน (Local Area Network : LAN)
         -  เครือข่ายแวน (Wide Area Network : WAN

    2.1  เครือข่ายแลน
                               





     หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ท้องถิ่นเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในท้องที่ บริเวณเดียวกันเข้าด้วยกัน  เช่น ภายในอาคาร  หรือภายในองค์การที่มีระยะทางไม่ไกลมากนัก  เครือข่ายแลนจัดได้ว่าเป็นเครือข่ายเฉพาะขององค์การ  การสร้างเครือข่ายแลนนี้องค์การสามารถดำเนินการทำเองได้  โดยวางสายสัญญาณสื่อสารภายในอาคารหรือภายในพื้นที่ของตนเอง  เครือข่ายแลน มีตั้งแต่เครือข่ายขนาดเล็กที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปภายในห้องเดียวกันจนเชื่อมโยงระหว่างห้อง หรือองค์การขนาดใหญ่เช่นมหาวิทยาลัย มีการวางเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างอาคารภายในมหาวิทยาลัย เครือข่ายแลนจึงเป็นเครือข่ายที่รับผิดชอบโดยองค์การที่เป็นเจ้าของ ลักษณะสำคัญของเครือข่ายแลน  คืออุปกรณ์ที่ประกอบภายในเครือข่ายสามารถรับส่งสัญญาณกันด้วยความเร็วสูงมาก  โดยทั่วไปมีความเร็วตั้งแต่ หลายสิบล้านบิตต่อวินาที จนถึงร้อยล้านบิตต่อวินาที   การสื่อสารในระยะใกล้จะมีความเร็วในการสื่อสารสูง ทำให้การรับส่งข้อมูลมีความผิดพลาดน้อยและสามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมากในเวลาจำกัดได้


    2.2  เครือข่ายแวน      
                                        



    เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะไกล  เช่น  เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด  ระหว่างประเทศ  การสร้างเครือข่ายระยะไกล จึงต้องอาศัยระบบบริการข่ายสายสาธารณะ  เช่น สายวงจรเช่าจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย   ใช้วงจรสื่อสารผ่านดาวเทียม  ใช้วงจรสื่อสารเฉพาะกิจที่มีให้บริการแบบสาธารณะ   เครือข่ายแวนจึงเป็นเครือข่าย ที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น  ธนาคารมีสาขาทั่วประเทศ มีบริการ รับฝากเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม  เครือข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก จึงมีความเร็วในการสื่อสารจึงไม่สูง เนื่องจาก มีสัญญาณรบกวนในสาย และการเชื่อมโยงระยะไกลจำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษในการลดปัญหาข้อผิดพลาดของ การรับส่งข้อมูล      เครือข่ายแวน เป็นเครือข่ายที่ทำให้เครือข่ายแลนหลายๆ เครือข่ายเชื่อมถึงกันได้เช่นที่ทำการสาขาทุกแห่ง ของธนาคารแห่งหนึ่งมีเครือข่ายแลนเพื่อใช้ทำงานภายในสาขานั้นๆ  และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายแลน ของทุกสาขาให้เป็นระบบเดียวด้วยเครือข่ายแวน        ในอนาคตอันใกล้นี้ บทบาทของเครือข่ายแวนจะทำให้ทุกบริษัท ทุกองค์การทุกหน่วยงานเชื่อมโยงเครือข่าย คอมพิวเตอร์ของตนเองเข้าสู่เครือข่ายกลาง  เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน  และการทำงานร่วมกัน ในระบบที่ต้องติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวนมีความหลากหลาย  มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม  
    เส้นใยนำแสง  คลื่นไมโครเวฟ  คลื่นวิทยุ  สายเคเบิล ทั้งที่วางตามถนนและวางใต้น้ำ  เทคโนโลยีของการเชื่อมโยง ได้รับการพัฒนาไปมากแต่ยังไม่พอเพียงกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

    7.3  เทคโนโลยีเครือข่ายแลน 

    การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่ายแลนนั้น  มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสื่อสาร ข้อมูลระหว่างกันได้ทั้งหมดหากนำเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่องต่อสายสัญญาณเข้าหากันจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสอง นั้นส่งข้อมูลถึงกันได้ครั้นจะนำเอาคอมพิวเตอร์เครื่องที่สามต่อรวมด้วย เริ่มจะมีข้อยุ่งยากเพิ่มขึ้น และยิ่งถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมาก  ก็ยิ่งมีข้อยุ่งยากที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดสื่อสารกันได้ ด้วยเหตุนี้ผู้พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงต้องหาวิธีการและเทคนิคในการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบต่างๆ เพื่อลดข้อยุ่งยาก ในการเชื่อมโยงสายสัญญาณโดยใช้สายสัญญาณน้อยและเหมาะสมกับการนำไปใช้งานได้  ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดของการใช้ สายสัญญาณเป็นเรื่องสำคัญมาก      บริษัทผู้พัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้พยายามคิดหาวิธี  และใช้เทคโนโลยีในการรับส่งข้อมูลภายในเครือข่ายแลน ออกมาหลายระบบ  ระบบใดได้รับการยอมรับก็มีการตั้งมาตรฐานกลาง เพื่อว่าจะได้มีผู้ผลิตที่สนใจการผลิตอุปกรณ์ เชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่าย   เทคโนโลยีเครือข่ายแลนจึงมีหลากหลาย เครือข่ายแลนที่น่าสนใจ เช่น  อีเทอร์เน็ต (Ethernet)  โทเก็นริง (Token Ring)  และ สวิตชิง (Switching)


    7.3.1  อีเทอร์เน็ต (Ethernet)
            อีเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามาจากโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณร่วมที่เรียกว่า 
    บัส (Bus)  

                                


    โดยใช้สายสัญญาณแบบแกนร่วม คือ สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) เป็นตัวเชื่อม  สำหรับระบบบัส เป็นระบบ เทคโนโลยีที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเชื่อมโยงเข้ากับสายสัญญาณเส้นเดียวกัน คือ เมื่อมีผู้ต้องการส่งข้อมูล  ก็ส่งข้อมูลได้เลย  แต่เนื่องจากไม่มีวิธีการค้นหาเส้นทางที่ส่งว่างหรือเปล่า  จึงไม่ทราบว่ามีอุปกรณ์ใดหรือคอมพิวเตอร์ เครื่องใดที่ส่งข้อมูลมาในช่วงเวลาเดียวกัน  จะทำให้เกิดการชนกันขึ้นและเกิดการสูญหายของข้อมูล  ผู้ส่งต้องส่งข้อมูล ไปยังปลายทางอีกครั้งหนึ่ง  ทำให้เสียเวลามาก จึงมีการพัฒนาระบบการรับส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า ฮับ (Hub)   และเรียกระบบใหม่นี้ว่า เทนเบสที (10 base t)  โดยใช้สายสัญญาณที่มีขนาดเล็กลงและราคาถูกซึ่งเรียกว่า  สายคู่บิตเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน (Unshielded twisted    pair : 
    UTP) ทำให้การเชื่อมต่อนี้ มีลักษณะแบบดาว


                                


    วิธีการเชื่อมแบบนี้จะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ฮับ  ใช้สายสัญญาณไปยังอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์อื่น ๆ   
    จุดเด่นของดาวตัวนี้ จะอยู่ที่ เมื่อมีการส่งข้อมูล  จะมีการตรวจสอบความผิดพลาดว่า อุปกรณ์ใดจะส่งข้อมูลมาบ้างและจะมีการสับสวิตซ์ให้ส่ง ได้หรือไม่  แต่เมื่อมีฮับเป็นตัวแบกภาระทั้งหมด ก็มีจุดอ่อนได้คือ ถ้าฮับเกิดเป็นอะไรขึ้นมา  อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ  หรือคอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้อีก
                     ภายในฮับมีลักษณะเป็นบัสที่เชื่อมสายทุกเส้นเข้าด้วยกัน  ดังนั้นการใช้ฮับและบัสจะมีระบบการส่งข้อมูลแบบ เดียวกัน และมีการพัฒนาเป็นมาตรฐาน  กำหนดชื่อมาตรฐานนี้ว่า 802.3  ความเร็วในการส่งกำหนดไว้ที่ 10 ล้านบิตต่อ วินาที  และกำลังมีมาตรฐานใหม่ให้สามารถรับส่งสัญญาณได้ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที 

    7.3.2  โทเก็นริง      
              โทเก็นริง เป็นเครือข่ายที่บริษัท ไอบีเอ็ม พัฒนาขึ้น  รูปแบบการเชื่อมโยงจะเป็น วงแหวน โดยด้านหนึ่งเป็นตัวรับสัญญาณและอีกด้านหนึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณ  การเชื่อมต่อแบบนี้ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถส่งข้อมูลถึงกันได้  โดยผ่านเส้นทางวงแหวนนี้  การติดต่อสื่อสารแบบนี้จะมีการจัดลำดับให้ผลัดกันส่งเพื่อว่าจะได้ไม่สับสน และมีรูปแบบ ที่ชัดเจน โทเก็นริงที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้มีความเร็วในการรับส่งสัญญาณได้ 16 ล้านบิตต่อวินาที  ข้อมูลแต่ละชุดจะมี การกำหนดตำแหน่งแน่นอนว่ามาจากสถานีใด และจะส่งไปที่สถานีใด




     


                               



    7.3.3  สวิตชิง 
               สวิตชิง เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลระหว่างสถานีทำได้เร็วยิ่งขึ้น    การคัดเลือกชุดข้อมูล ที่ส่งมาและส่งต่อไปยังสถานีปลายทาง   จะกระทำที่ชุมสายกลางที่เรียกว่า  
    สวิตชิง  รูปแบบของเครือข่ายแบบนี้จะมีลักษณะ เป็นแบบดาว ซึ่งโครงสร้างนี้จะเหมือนกันกับแบบอีเทอร์เน็ตที่มีฮับเป็นศูนย์กลาง  แต่แตกต่างกันที่ฮับเป็นจุดร่วมของสาย สัญญาณที่จะต่อกระจายไปยังทุกสาย  แต่สวิตชิงจะเลือกการสลับสัญญาณไปยังตำแหน่งที่ต้องการเท่านั้น  สวิตชิงจึงมีข้อดี กว่าฮับเนื่องจากแต่ละสายสัญญาณจะมีความเป็นอิสระต่อกันมาก  ทำให้รับส่งสัญญาณไม่มีปัญหาเรื่องการชนกัน ของข้อมูล  อุปกรณ์ที่ใช้ในการสวิตชิงมีหลายแบบ เช่น อีเทอร์เน็ตสวิตซ์ และเอทีเอ็มสวิตซ์
                

    เอทีเอ็มสวิตซ์เป็นอุปกรณ์การสลับสายสัญญาณในการรับส่งข้อมูลที่มีการรับส่งกันเป็นชุด ๆ  ข้อมูลแต่ละชุดเรียกว่า  เซล  มีขนาดจำกัด  การสวิตชิงแบบเอทีเอ็มทำให้ข้อมูลจากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็ว  ซึ่งกำลังได้รับความสนใจและมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากขึ้น  ทั้งนี้เพราะการประยุกต์งานสมัยใหม่หลายอย่าง ต้องการความเร็วสูง  โดยเฉพาะการสื่อสารที่มีการผสมหลายสื่อรวมทั้งข้อความ รูปภาพ เสียงและวีดิโอ


    4 . การใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์

    เครือข่ายแลนหนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานกันเป็นกลุ่ม เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup)  แต่เมื่อเชื่อมโยงหลาย ๆ  กลุ่มงานเข้าด้วยกันก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร  และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน  ก็จะได้เครือข่าย ขนาดใหญ่  ตัวอย่างการใช้งานเครือข่าย


    4.1  การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน 
         งานขององค์กรบางอย่างมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน  ถ้าแต่ละฝ่ายทำการหาหรือรวบรวมข้อมูลเอง  ข้อมูลอาจ จะมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันก็ได้  นอกจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้วยังทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรบุคคลและวัสดุอุปกรณ์  สิ้นเปลืองเวลาอีกด้วย  แต่ถ้าองค์กรนั้นมีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ดี  มีสถานีให้บริการเก็บข้อมูล  แล้วให้ผู้ใช้บริการในองค์กร นั้นดึงข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายไปใช้  ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ได้  นอกจากนั้นยังสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ เช่น  เครื่องพิมพ์  เครื่องสแกน  กล้องดิจิตอล  ฯลฯ  การดำเนินงานก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันเนื่องจากใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน

    4.2  การติดต่อสื่อสารระหว่างกันบนเครือข่าย      เมื่อมีการเชื่อมโยงอุปกรณ์เข้าด้วยกัน  ผู้ใช้ทุกคนที่อยู่บนเครือข่าย จะสามารถ ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน  สามารถส่ง ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน  ตลอดจนสามารถโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันได้

      

    4.3  สำนักงานอัตโนมัติ 
         แนวคิดของสำนักงานสมัยใหม่  ก็คือ  ลดการใช้กระดาษ  หันมาใช้ระบบการทำงาน ด้วยคอมพิวเตอร์ที่สามารถ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันทีทันใด  ระบบสำนักงานอัตโนมัติจึงเป็นระบบการทำงานที่ทุกสถานีงานเปรียบเสมือน โต๊ะทำงาน  ทำให้เกิดความคล่องตัว  และรวดเร็ว



    5.  ตัวอย่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์

       เมื่อเทคโนโลยีเครือข่ายได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะมีการประยุกต์ใช้งานบนเครือข่ายอย่างกว้างขวาง  ทำให้เครือข่าย คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเดียวกัน  เรียกว่า  อินเทอร์เน็ต    
    ขณะเดียวกันในองค์กรแต่ละองค์กร ก็มีการพัฒนาเครือข่ายของตนเองและประยุกต์ใช้กับงานเฉพาะในองค์กร เรียกว่าอินทราเน็ต  ดังนั้น  อินเทอร์เน็ตจึง แตกต่างจากอินทราเน็ตตรงที่ขอบเขตของการเชื่อมโยง  ส่วนมาตรฐานและวิธีการเชื่อมโยงยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกัน

        5.1  อินเทอร์เน็ต 

         อินเทอร์เน็ตพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512  โดยกระทรวงกลาโหมประเทศสหรัฐอเมริกาให้ทุนกับมหาวิทยาลัย ชั้นนำในสหรัฐฯ  เพื่อเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยเข้าเป็นเครือข่าย  และใช้ทรัพยากรเพื่อทำงานวิจัย เกี่ยวกับการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ร่วมกัน  ซึ่งสมัยแรกใช้ชื่อว่า  อาร์ปาเน็ต  และจึงมีการเปลี่ยนชื่อเป็น อินเทอร์เน็ตในภายหลัง  เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนาให้เป็นมาตรฐาน  โดยมาตรฐานการรับส่งข้อมูลมีชื่อว่า   ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP)  ต่อมามีการเชื่อมเครือข่ายออกสู่องค์กรเอกชน และแพร่ขยายไปทั่วโลก    เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ถือเป็นเครือข่ายของเครือข่าย  หมายความว่าในองค์กรได้สร้างเครือข่ายภายในตนเองขึ้นมา  และนำมาเชื่อมต่อสู่เครือข่าย สากลอินเทอร์เน็ตนี้ โดยมีการกำหนดตำแหน่งอุปกรณ์ด้วยรหัสหมายเลขที่เรียกว่า แอดเดรส  ซึ่งอินเทอร์เน็ต กำหนดรหัสแอดเดรสเรียกว่า ไอพีแอดเดรส และถือเป็นรหัสสากลที่ไม่ซ้ำกันเลย  ไอพีแอดเดรสจะประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด โดยเน้นเป็นรหัสของเครือข่ายและรหัสของอุปกรณ์  เช่น  รหัสแทนเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้รหัส 158.108  ส่วนรหัสของเครื่องจะมีอีกสองพิกัดตามมา  เช่น  2.71  เมื่อเขียนรวมกันจะได้  158.108.2.71      เพื่อให้จดจำได้ง่ายจึงมีการตั้งชื่อคู่กับหมายเลข  เราเรียกชื่อนี้ว่า โดเมน  เช่นโดเมนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ ใช้ชื่อ  ku.ac.th  โดย th หมายถึงประเทศไทย ac หมายถึงสถาบันการศึกษา  และ ku  หมายถึง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   และถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในเครือข่ายหลายเครื่อง  ก็ให้มีการตั้งชื่อเครื่องด้วย  เช่น  nontri เมื่อมีการเรียกรวมกันก็ จะเป็น  nontri.ku.ac.th  การใช้ชื่อนี้ทำให้ใช้งานง่ายกว่าตัวเลข      เมื่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก  ทำให้โลกไร้พรมแดน  ข้อมูล  ข่าวสารต่าง ๆ สามารถสื่อถึงได้อย่าง รวดเร็ว  ตัวอย่างการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่แพร่หลายและใช้กันมากเท่านั้น แต่ยังมีการใช้งานอื่น ๆ อีกมากที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาตลอดเวลา    
    1.  การรับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ 
         เป็นระบบการสื่อสารทางจดหมายผ่านคอมพิวเตอร์  ถ้าเราต้องการส่งข้อความถึงใครก็สามารถเขียนเป็นเอกสาร   แล้วจ่าหน้าซองที่อยู่ของผู้รับที่เรียกว่า แอดเดรส  ระบบจะนำส่งให้ทันทีอย่างรวดเร็ว  ลักษณะของแอดเดรสจะเป็นชื่อรหัสผู้ใช้ และชื่อเครื่องประกอบกัน  เช่น  sombat@nontri.ku.ac.th  การติดต่อบนอินเทอร์เน็ตนี้  จะหาตำแหน่งให้เองโดยอัตโนมัติ   และนำส่งไปปลายทางได้อย่างถูกต้อง  การรับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (email)  กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย 

    2.  การโอนย้ายแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน 
         เป็นระบบที่ทำให้ผู้ใช้สามารถรับส่งแฟ้มข้อมูลระหว่างกันหรือมีสถานีให้บริการ เก็บแฟ้มข้อมูลที่อยู่ในที่ต่าง ๆ  และให้บริการ  ผู้ใช้สามารถเข้าไปคัดเลือกนำแฟ้มข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้

    3.  การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในที่ห่างไกล

         การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย  ทำให้เราสามารถ เรียกหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นสถานีบริการใน ที่ห่างไกลได้    ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลไปประมวลผลยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่าย  โดยไม่ต้องเดินทางไปเอง

    4.  การเรียกค้นข้อมูลข่าวสาร

         ปัจจุบันมีฐานข้อมูลที่เก็บไว้ให้ใช้งานจำนวนมาก  ฐานข้อมูลบางแห่งเก็บข้อมูลในรูปสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ใช้สามารถ เรียกอ่าน  หรือนำมาพิมพ์  ลักษณะการเรียกค้นนี้จึงมีลักษณะเหมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่อยู่ภายในเครือข่าย ที่สามารถค้นหาข้อมูลใด ๆ ก็ได้  ฐานข้อมูล ในลักษณะนี้เรียกว่า เครือข่ายใยแมงมุมครอบคลุมทั่วโลก(World Wide Web : WWW)  เป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก

    5.  การอ่านจากกลุ่มข่าว

         ภายในอินเทอร์เน็ตมีกลุ่มข่าวเป็นกลุ่ม ๆ  แยกตามความสนใจ  แต่ละกลุ่มข่าว อนุญาตให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่งข้อความ ลงไปได้  และหากมีผู้ต้องการเขียนโต้ตอบก็สามารถเขียนตอบได้  กลุ่มข่าวนี้จึงแพร่หลายกระจายข่าวได้รวดเร็ว

    6.  การสนทนาบนเครือข่าย

                   เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลาง   ในการติดต่อสนทนากันได้  ในยุคแรกใช้วิธีการสนทนาเป็นตัวหนังสือ ต่อมา พัฒนาให้ใช้เสียงได้     ปัจจุบันถ้าระบบสื่อสารมีความเร็วพอก็สามารถสนทนาโดยที่เห็นหน้ากันและกันบนจอภาพได้

    7.  การบริการสถานีวิทยุและโทรทัศน์บนเครือข่าย

         ปัจจุบันมีผู้ตั้งสถานีวิทยุบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหลายร้อยสถานี  ผู้ใช้สามารถเลือกสถานที่ต้องการและได้ยินเสียงเหมือน การเปิดฟังวิทยุ  ขณะเดียวกันก็มีการส่งกระจายภาพวีดิโอบนเครือข่ายด้วย

    7.5.2  อินเทอร์เน็ต 
             
               เมื่ออินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนามาจนเป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย  จึงมีผู้ต้องการสร้างเครือข่ายใช้งานเฉพาะในองค์กร   โดยนำวิธีการในอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้กับเครือข่ายของตนเอง เครือข่ายที่ใช้งานเฉพาะในองค์การนี้จึงเรียกว่า  เครือข่ายอินทราเน็ต     การประยุกต์ใช้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตใช้หลักการที่มีสถานีให้บริการ และสถานีผู้ใช้บริการ  สถานีผู้ใช้บริการมีโปรแกรมเชื่อมต่อที่ทำให้ใช้งานระบบฐานข้อมูลได้ง่าย อินทราเน็ตจึงใช้วิธีการเดียวกันนี้   เพราะทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้การพัฒนาขึ้น และพร้อมที่จะเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต
    ขอบคุณแหล่งที่มา
    บทที่ 3 

         มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย และเทคโนโลยี LAN

    ประเภทของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามระยะการเชื่อมต่อ
    ในโลกยุคปัจจุบัน ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบภายในองค์กร บริษัทหรือหน่วยงาน และสถาบันการศึกษา ซึ่งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็หมายถึง การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ เครื่องขึ้นไป มาทำการเชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็น ประเภทดังนี้ คือ
    1. ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระยะใกล้ (Local Area Network หรือ LAN )
    เป็นระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น มีขนาดเล็ก ครอบคุมพื้นที่จำกัด เชื่อมโยงกันในรัศมีใกล้ ๆ ในเขตพื้นที่เดียวกัน เช่น ในอาคารเดียวกัน ห้องเดียวกัน ภายในตึกเดียวกันหรือหลาย ๆ ตึกใกล้ ๆ กัน เป็นต้น โดยไม่ต้องเชื่อมการติดต่อกับองค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย ระบบแลนมีประโยชน์ตรงที่สามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องที่เชื่อมต่อกัน สามารถส่งข้อมูลแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และยังสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อีกด้วย
    เทคโนโลยีของระบบเครือข่าย Lan มีหลายรูปแบบ อย่างเช่น แลนแบบ Ethernet , Fast Ethernet , Token Ring เป็นต้น แต่เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันก็คือ Ethernet และ Fast Ethernet ระบบเครือข่ายโดยทั่วไปที่ใช้กันอยู่นี้ จะเป็นการนำเครือข่ายระบบแลนมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับระบบงานของตน
    2. ระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์กระยะกลาง (Metropolitan Area Network หรือ MAN)
    เป็นระบบเครือข่ายระดับเมือง คือมีการเชื่อมโยงกันในพื้นที่ ที่กว้างไกลกว่าระบบ LAN คืออาจจะเชื่อมโยงกันภายในจังหวัด โดยจะต้องมีการใช้ระบบเครือข่ายขององค์การโทรศัพท์หรือองค์การสื่อสารแห่งประเทศไทย
    3. ระบบเครือข่ายระยะไกล (Wide Area Network หรือ WAN)
    เป็นระบบเครือข่ายระดับไกล คือจะเป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ ที่อยู่ห่างไกลกันเข้าด้วยกัน อาจจะต้องเป็นการติดต่อสื่อสารกัน ในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลกก็ได้ ในการเชื่อมการติดต่อกันนั้น จะต้องมีการต่อเข้ากับระบบสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสียก่อน เพราะจะเป็นการส่งข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกัน
    สถาปัตยกรรมเครือข่ายรูปแบบ OSI
    ในปี ค.ศ.1977 องค์กร ISO (International Organization for Standard) ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นกลุ่มหนึ่ง เพื่อทำการศึกษาจัดรูปแบบมาตรฐาน และพัฒนาสถาปัตยกรรมเครือข่าย และในปี ค.ศ.1983 องค์กร ISO ก็ได้ออกประกาศรูปแบบของสถาปัตยกรรมเครือข่ายมาตรฐานในชื่อของ "รูปแบบ OSI" (Open Systems Interconnection Model) เพื่อใช้เป็นรูปแบบมาตรฐานในการเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ อักษร "O" หรือ " Open" ก็หมายถึง การที่คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์หนึ่ง สามารถ "เปิด" กว้างให้ คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์อื่นที่ใช้มาตรฐาน OSI เหมือนกันสามารถติดต่อไปมาหาสู่ระหว่างกันได้
    จุดมุ่งหมายของการกำหนดมาตรฐานรูปแบบ OSI
    ขึ้นมานั้นก็เพื่อเป็นการกำหนดการแบ่งโครงสร้างของสถาปัตยกรรมเครือข่ายออกเป็นเลเยอร์ ๆ และกำหนดหน้าที่การทำงานในแต่ ละ เลเยอร์ รวมถึงกำหนดรูปแบบการอินเตอร์เฟซระหว่างเลเยอร์ด้วย โดยมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดดังต่อไปนี้
    1.    ไม่แบ่งโครงสร้างออกเป็นเลเยอร์ ๆ มากจนเกินไป
    2.    แต่ละเลเยอร์จะต้องมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน ทั้งขบวนการและเทคโนโลยี
    3.    จัดกลุ่มหน้าที่การทำงานที่คล้ายกันให้อยู่ในเลเยอร์เดียวกัน
    4.    เลือกเฉพาะการทำงานที่เคยใช้ได้ผลประสบความสำเร็จมาแล้ว
    5.    กำหนดหน้าที่การทำงานเฉพาะง่าย ๆ แก่เลเยอร์   เผื่อว่าต่อไป ถ้ามีการออกแบบเลเยอร์ใหม่   หรือมีการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลใหม่ในอันที่จะทำให้สถาปัตยกรรมมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น  จะไม่มีผลทำให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่เคยใช้ได้ผลอยู่เดิมจะต้องเปลี่ยนแปลงตาม
    6.    กำหนดอินเตอร์เฟซมาตรฐาน
    7.    ให้มีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลในแต่ละเลเยอร์
    8.    สำหรับเลเยอร์ย่อยของแต่ละเลเยอร์ให้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับที่กล่าวมาใน  7 ข้อแรก
    โครงสร้างของสถาปัตยกรรมรูปแบบ OSI
    สามารถการแบ่งออกเป็น เลเยอร์ และในแต่ละเลเยอร์ได้มีการกำหนดหน้าที่การทำงานไว้ดังต่อไปนี้
    1.เลเยอร์ชั้น Physical เป็นชั้นล่างสุดของการติดต่อสื่อสาร ทำหน้าที่ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จากช่องทางการสื่อสาร (สื่อกลาง) ระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ มาตรฐานสำหรับเลเยอร์ชั้นนี้จะกำหนดว่า แต่ละ คอนเนคเตอร์ (Connector) เช่น RS-232-C มีกี่พิน (PIN)แต่ละพินทำหน้าที่อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลต์ เทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบต่าง ๆ ก็จะถูกกำหนดอยู่ในเลเยอร์ชั้นนี้
    2. เลเยอร์ชั้น Data Link จะเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบ หรือควบคุมความผิดพลาด ในข้อมูลโดยจะแบ่งข้อมูลที่จะส่งออก เป็นแพ็กเกจหรือเฟรม ถ้าผู้รับได้รับข้อมูลถูกต้องก็จะส่งสัญญาณยืนยันกลับว่าได้รับข้อมูลแล้ว เรียกว่าสัญญาณ ACK (Acknowledge) ให้กับผู้ส่ง แต่ถ้าผู้ส่งไม่ได้รับสัญญาณACK หรือได้รับสัญญาณ NAK (Negative Acknowledge) กลับมา ผู้ส่งก็อาจจะทำการส่งข้อมูลไปให้ใหม่ อีกหน้าที่หนึ่งของเลเยอร์ชั้นนี้คือ ป้องกันไม่ให้เครื่องส่งทำการส่งข้อมูลเร็วจนเกิดขีดความสามารถ จนเเครื่องผู้รับจะรับข้อมูลได้
    3. เลเยอร์ชั้น Network เป็นชั้นที่ออกแบบหรือกำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่ส่ง-รับในการส่งผ่าน ข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง ซึ่งแน่นอนว่าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสารจะต้องเส้นทางการรับ-ส่งข้อมูลมากกว่า 1 เส้นทาง ดังนั้นเลเยอร์ชั้น Network นี้จะมีหน้าที่เลือกเส้นทางที่ใช้เวลาในการสื่อสารน้อยที่สุด และระยะทางสั้นที่สุดด้วย ข่าวสารที่รับมาจากเลเยอร์ชั้นที่ จะถูกแบ่งออกเป็นแพ็กเกจ ๆ ในชั้นที่ นี้
    4. เลเยอร์ชั้น Transport บางครั้งเรียกว่า เลเยอร์ชั้น Host-to-Host หรือเครื่องต่อเครื่อง และจากเลเยอร์ชั้นที่ ถึงชั้นที่ 7 นี้รวมกันจะเรียกว่า เลเยอร์ End-to-End ในเลเยอร์ชั้น Transport นี้เป็นการสื่อสารกันระหว่างต้นทางและปลายทาง (คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์) กันจริง ๆ เลเยอร์ชั้นTransport จะทำหน้าที่ตรวจสอบว่าข้อมูลที่ส่งมาจากเลเยอร์ชั้น Session นั้นไปถึงปลายทางจริง ๆ หรือไม่ ดังนั้นการกำหนดตำแหน่งของข้อมูล (Address) จึงเป็นเรื่องสำคัญในชั้นนี้ เนื่องจากจะต้องรับรู้ว่าใครคือผู้ส่ง และใครคือผู้รับข้อมูลนั้น




    5. เลเยอร์ชั้น Session ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ โดยผู้ใช้จะใช้คำสั่งหรือข้อความที่กำหนดไว้ป้อนเข้าไปในระบบ ในการสร้างการเชื่อมโยงนี้ ผู้ใช้จะต้องกำหนดรหัสตำแหน่งของจุดหมายปลายทาง ที่ต้องการติดต่อสื่อสารด้วย เลเยอร์ชั้น Session จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับเลเยอร์ชั้น Transport เป็นผู้จัดการต่อไป ในบางเครือข่ายทั้งเลเยอร์ Session และเลเยอร์ Transport อาจจะเป็นเลเยอร์ชั้นเดียวกัน
    6. เลเยอร์ชั้น Presentation ทำหน้าที่เหมือนบรรณารักษ์ กล่าวคือคอยรวบรวมข้อความ (Text) และแปลงรหัส หรือแปลงรูปของข้อมูลให้เป็นรูปแบบการสื่อสารเดียวกัน เพื่อช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานในระบบ
    7. เลเยอร์ชั้น Application เป็นเลเยอร์ชั้นบนสุดของรูปแบบ OSI ซึ่งเป็นชั้นที่ใช้ติดต่อกันระหว่างผู้ใช้โดยตรง ซึ่งได้แก่ โฮสต์คอมพิวเตอร์ เทอร์มินัลหรือคอมพิวเตอร์ PC เป็นต้น แอปพลิเคชันในเลเยอร์ชั้นนี้สารมารถนำเข้า หรือออกจากระบบเครือข่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าจะมีขั้นตอนการทำงานอย่างไร เพราะจะมีเลเยอร์ชั้น Presentation เป็นผู้รับผิดชอบแทนอยู่แล้ว ในรูปแบบOSI เลเยอร์นั้น Application จะทำการติดต่อกับเลเยอร์ชั้น Presentation โดยตรงเท่านั้น
    โปรโตคอลของในแต่ละชั้นจะแตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ หลาย ๆ เครื่องจะติดต่อสื่อสารกันได้ ในแต่ละเลเยอร์ของแต่ละเครื่องจะต้องใช้โปรโตคอลแบบเดียวกันหรือถ้าใช้โปรโตคอลต่างกันก็ต้องมีอุปกรณ์ หรือซอฟร์แวร์ที่สามารถแปลงโปรโตคอลที่ต่างกันนั้นให้มีรูปแบบเป็นอย่างเดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงให้คอมพิวเตอร์ทั้ง เครื่องสามารถติดต่อกันได้

    รูปแบบของการเชื่อมโยงเครือข่าย หรือโทโปโลยี (LAN Topology)
    โทโปโลยีคือลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของระบบเครือข่าย ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง โทโปโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งาน แตกต่างกันออกไปการนำไปใช้จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลยีแต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่าย ให้เหมาะสมกับการใช้งาน รูปแบบของโทโปโลยี ของเครือข่ายหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้


    1.โทโปโลยีแบบบัส (BUS) 
    เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกเชื่อมต่อกันโดยผ่ายสายสัญญาณแกนหลัก ที่เรียกว่า BUSหรือ แบ็คโบน (Backbone) คือ สายรับส่งสัญญาณข้อมูลหลัก ใช้เป็นทางเดินข้อมูลของทุกเครื่องภายในระบบเครือข่าย และจะมีสายแยกย่อยออกไปในแต่ละจุด เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่าโหนด (Node) ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบไปด้วยข้อมูลของผู้ส่งผู้รับ และข้อมูลที่จะส่ง การสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบ ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง ด้านของ บัส โดยตรงปลายทั้ง ด้านของบัส จะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ทำหน้าที่ลบล้างสัญญาณที่ส่งมาถึง เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก เพื่อเป็นการป้องกันการชนกันของข้อมูลอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนบัสในขณะนั้น
    สัญญาณข้อมูลจากโหนดผู้ส่งเมื่อเข้าสู่บัส ข้อมูลจะไหลผ่านไปยังปลายทั้ง ด้านของบัส แต่ละโหนดที่เชื่อมต่อเข้ากับบัส จะคอยตรวจดูว่า ตำแหน่งปลายทางที่มากับแพ็กเกจข้อมูลนั้นตรงกับตำแหน่งของตนหรือไม่ ถ้าตรง ก็จะรับข้อมูลนั้นเข้ามาสู่โหนด ตน แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จะปล่อยให้สัญญาณข้อมูลนั้นผ่านไป จะเห็นว่าทุก ๆ โหนดภายในเครือข่ายแบบ BUS นั้นสามารถรับรู้สัญญาณข้อมูลได้ แต่จะมีเพียงโหนดปลายทางเพียงโหนดเดียวเท่านั้นที่จะรับข้อมูลนั้นไปได้
    ข้อดี
         - ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางสายสัญญาณมากนัก สามารถขยายระบบได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งถือว่าระบบบัสนี้เป็นแบบโทโปโลยีที่ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือสามารถติดตั้งระบบ ดูแลรักษา และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก
    ข้อเสีย
          - อาจเกิดข้อผิดพลาดง่าย เนื่องจากทุกเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่อยู่บนสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว ดังนั้นหากมี สัญญาณขาดที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ก็จะทำให้เครื่องบางเครื่อง หรือทั้งหมดในระบบไม่สามารถใช้งานได้ตามไปด้วย
          - การตรวจหาโหนดเสีย ทำได้ยาก เนื่องจากขณะใดขณะหนึ่ง จะมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่สามารถส่งข้อความ ออกมาบนสายสัญญาณ ดังนั้นถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากๆ อาจทำให้เกิดการคับคั่งของเน็ตเวิร์ค ซึ่งจะทำให้ระบบช้าลงได้

    2.โทโปโลยีแบบวงแหวน (RING) 
    เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server)และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป
    ข้อดี
        - ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่
         - การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูลที่ส่งออกไป
          - คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
    ข้อเสีย
         - ถ้ามีเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังเครื่องต่อ ๆ ไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่าย หยุดชะงักได้
         - ขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านแต่ละเครื่อง เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการที่ทุก ๆ Repeater จะต้องทำการตรวจสอบตำแหน่งปลายทางของข้อมูลนั้น ๆ ทุก ข้อมูลที่ส่งผ่านมาถึง

    3.โทโปโลยีแบบดาว (STAR) 
    เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมดเมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป
    ข้อดี
        - การติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีเครื่องใดเกิดความเสียหาย ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์ กลางสามารถตัดเครื่องที่เสียหายนั้นออกจากการสื่อสาร ในเครือข่ายได้เลย โดยไม่มีผลกระทบกับระบบเครือข่าย
    ข้อเสีย
         - เสียค่าใช้จ่ายมาก ทั้งในด้านของเครื่องที่จะใช้เป็น เครื่องศูนย์กลาง หรือตัว HUB เอง และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสายเคเบิลในเครื่องอื่น ๆ ทุกเครื่อง การขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นทำได้ยาก เพราะการขยายแต่ละครั้ง จะต้องเกี่ยวเนื่องกับเครื่องอื่นๆ ทั้งระบบ
    4.โทโปโลยีแบบ Hybrid 
    เป็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดจากการผสมผสานกันของโทโปโลยีแบบ STAR , BUS , RING เข้าด้วยกันเพื่อเป็นการลดข้อเสียของรูปแบบที่กล่าวมา และเพิ่มข้อดี ขึ้นมา มักจะนำมาใช้กับระบบ WAN (Wide Area Network) มาก ซึ่งการเชื่อมต่อกันของแต่ละรูปแบบนั้น ต้องใช้ตัวเชื่อมสัญญาญเข้ามาเป็นตัวเชื่อม ตัวนั้นก็คือ Router เป็นตัวเชื่อมการติดต่อกัน
    5.โทโปโลยีแบบ MESH 
    เป็นรูปแบบที่ถือว่า สามารถป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบได้ดีที่สุด เป็นรูปแบบที่ใช้วิธีการเดินสายของแต่เครื่อง ไปเชื่อมการติดต่อกับทุกเครื่องในระบบเครือข่าย คือเครื่องทุกเครื่องในระบบเครือข่ายนี้ ต้องมีสายไปเชื่อมกับทุก ๆ เครื่อง ระบบนี้ยากต่อการเดินสายและมีราคาแพง จึงมีค่อยมีผู้นิยมมากนัก


    ขอบคุณแหล่งข้อมูลจากhttp://warissara123.blogspot.com/2014/09/3-lan.html




     บทที่ 4

    รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย ( Topologies )


    รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย ( Topologies )
    รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายหรือมักเรียกสั้น ๆ ว่า โทโพโลยี เป็นลักษณะทั่วไปที่กล่าวถึงการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทางกายภาพว่ามีรูปแบบหน้าตาอย่างไร เพื่อให้สามารถสื่อสารร่วมกันได้และด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายท้องถิ่นจะมีรูปแบบของโทโพโลยีหลายแบบด้วยกัน ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจแต่ละโทโพโลยีว่ามีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละโทโพโลยี และโดยปกติโทโพโลยีที่นิยมใช้กันบนเครือข่ายท้องถิ่นจะมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ
    • โทโพโลยีแบบบัส
    • โทโพโลยีแบบดาว
    • โทโพโลยีแบบวงแหวน
    1. แบบบัส ( BUS Topology ) เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS ทีปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Teminator ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย



    ข้อดี ของการเชื่อแบบบัส คือ
    • สามารถติดตั้งได้ง่าย เนื่องจากเป็นโครงสร้างเครือข่ายที่ไม่ซับซ้อน
    • การเดินสายเพื่อต่อใช้งาน สามารถทำได้ง่าย
    • ประหยัดค่าใช้จ่าย กล่าวคือ ใช้สายส่งข้อมูลน้อยกว่า เนื่องจากสามารถเชื่อมต่อกับสายหลักได้ทันที
    • ง่ายต่อการเพิ่มสถานีใหม่เข้าไปในระบบ โดยสถานีนี้สามารถใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
    ข้อเสียของการเชื่อแบบบัส คือ
    1. ถ้ามีสายเส้นใดเส้นหนึ่งหลุดไปจากสถานีใดสถานีหนึ่ง ก็จะทำให้ระบบเครือข่ายนี้หยุดการทำงานลงทันที
    2. ถ้าระบบเกิดข้อผิดพลาดจะหาข้อผิดพกลาดได้ยาก โดยเฉพาะถ้าเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่



    2. แบบดาว ( Star topology ) เป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่าง ๆ ออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางหรือคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เรียกว่า File Server แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัญญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกิดความเสียหายจะไม่มีผลกระทบกับสถานีอื่น ๆ ปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ HUB เป็นตัวเชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง



    ข้อดีของการเชื่อมแบบดาว คือ ง่ายต่อการใช้บริการ เพราะมีศูนย์กลางอยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่ายอยู่เครื่องเดียวและเมื่อเกิดความเสียหายที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นก็จะไม่มีผลกระทบอันใดเพราะใช้สายคนละเส้น
    ข้อเสียของการเชื่อมแบบดาว คือ ต้องใช้สายสัญญาณจำนวนมาก เพราะแต่ละสถานีมีสายสัญญาณของตนเองเชื่อมต่อกับศูนย์กลางจึงเหมาะสมกับเครือข่ายระยะใกล้มาก กว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายระยะไกล การขยายระบบก็ยุ่งยากเพราะต้องเชื่อมต่อสายจากศูนย์กลางออกมา ถ้าศูนย์กลางเสียหายระบบจะใช้การไม่ได้



    3. แบบวงแหวน ( Ring Topology ) เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นรูปวงแหวนหรือแบบวนรอบ โดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถาน สุดท้าย การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานี โดยมีตัวนำสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานี ต้องคอยตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมา ถ้าไม่ใช่ของตนเองต้องส่งผ่านไปยังสถานีอื่นต่อไป




    ข้อดีของการเชื่อมแบบวงแหวน คือ ใช้สายสัญญาณน้อยกว่าแบบดาว เหมาะกับการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณใยแก้วนำแสง เพราะส่งข้อมูลทางเดียวกันด้วยความเร็วสูง
    ข้อเสียของการเชื่อมแบบวงแหวน คือ ถ้าสถานีใดเสียระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้น และยากในการตรวจสอบว่ามีปัญหาที่จุดใดและถ้าต้องการเพิ่มสถานีเข้าไปจะพกหระทำได้ยากด้วย


    ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก


    บทที่ 5

    อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่าย




    1.โมเด็ม (Modem)

        โมเด็มเป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับละแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบนช่องสื่อสาร  กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน (Modulation) โมเด็มทำหน้าที่ มอดูเลเตอร์ (Modulator) กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เรียกว่า ดีมอดูเลชัน (Demodulation) โมเด็มหน้าที่ ดีมอดูเลเตอร์ (Demodulator)โมเด็มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมี 2 ประเภทโมเด็กในปัจจุบันทำงานเป็นทั้งโมเด็มและ เครื่องโทรสาร เราเรียกว่า Faxmodem



    2. การ์ดเครือข่าย (Network  Adapter) หรือ การ์ด LAN
         เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นหรือยี่ห้อเดียวกันแต่หากซื้อพร้อมๆกันก็แนะนำให้ซื้อรุ่นและยีห้อเดียวกันจะดีกว่า
    และควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot  ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps
    ซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ดแบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า นอกจากนี้คุณควรคำหนึงถึงขั้วต่อหรือคอนเน็กเตอร์ของการ์ดด้วยโดยทั่วไปคอนเน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC , RJ-45 เป็นต้น ซึ่งคอนเน็กเตอร์แต่ละแบบก็จะใช้สายที่แตกต่างกัน


    3. เกตเวย์ (Gateway)

         เกตเวย์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์  2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน

    4. เราเตอร์ (Router)

         เราเตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
    ระหว่างกันได้ เราเตอร์จะทำงานอยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol) (โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้


    5. บริดจ์ (Bridge)
         บริดจ์มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทาง โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล บริดจ์ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย


    6. รีพีตเตอร์ (Repeater)

         รีพีตเตอร์ เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆสำหรับสัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่
    ี่เริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และสำหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อป้องกันการขาดหายของสัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆ
    เช่นกัน รีพีตเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Physical
    7.  สายสัญญาณ

         เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

     - สาย Coax  มีลักษณะเป็นสายกลม  คล้ายสายโทรทัศน์  ส่วนมากจะเป็นสีดำสายชนิดนี้จะใช้กับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร  สายประเภทนี้จะต้องใช้ตัว T Connector สำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้ตัว Terminator ขนาด 50 โอห์ม  สำหรับปิดหัวและท้ายของสาย

    -     สาย UTP (Unshied  Twisted  Pair)  เป็นสายสำหรับการ์ด  LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ RJ-45  สามารถส่งสัญญาณได้ไกล
    ประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น  คือ  CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะได้ไม่ต้องเดินสายใหม่  ในการใช้งานสายนี้  สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ - 45 Connector จำนวน 2 ตัว  เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับสายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ

    8.  ฮับ (HUB) 

         เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่อยู่ในระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกันได้โดยตรง  แต่หากเป็นระบบที่มีมากกว่า 2 เครื่องจำเป็นต้องมีฮับเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น  การ์ดมีความเร็ว  100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ด้วย ควรเป็นฮับที่มีจำนวนพอร์ตสำหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เครื่องใช้ในระบบ  หากจำนวนพอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้  แนะนำว่าควรเลือกซื้อฮับที่สามารถต่อพ่วงได้  เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
    ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก http://203.172.224.138/~mwn/ict/network/n2.html



    บทที่ 6

     การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปด้วย Windows XP Professional


    การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปด้วย Windows XP Professional
    จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
    1.             สามารถสร้างสายแลนชนิด RJ-45 ได้ด้วยตนเอง
    2.             เข้าใจหลักการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ป
    3.             สามารถติดตั้งเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปบน Windows XP ได้
    4.             สามารถนำความรู้การติดตั้งเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปไปประยุกต์ใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสม
    ขั้นตอนการสร้างสายแลนชนิด RJ-45
                    ในเบื้องต้นของการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปจำเป็นต้องมีสายแลน ซึ่งสามารถหาซื้อสำเร็จรูปได้ตามห้างร้านไอทีทั่วไป โดยจะต้องคัดเลือกสายให้ถูกต้อง ว่าจะใช้สายแบบต่อตรง(Straight Through) หรือใช้สายแบบไขว้ (Crossover) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการ แต่กรณีต้องการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เพียง เครื่อง หากใช้สายแบบไขว้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ฮับหรือสวิตช์
    สำหรับอุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมเพื่อดำเนินการสร้างสายแลนมีดังนี้
    1.             สายยูทีพี CAT-5 ที่มีความยาวเหมาะสมกับการใช้งาน (แต่ไม่         เกิน 100 เมตร)
    2.             หัวเชื่อมต่อหรือปลั๊ก RJ-5 จำนวน หัว
    3.             คีมย้ำหัว RJ-5
    4.             มีดคัดเตอร์
    สำหรับปลายสายอีกฝั่งหนึ่ง ในกรณีที่ต้องการสร้างสายแลนแบบเชื่อมต่อตรง ก็ให้ดำเนินการตามนี้ ก็จะต้องทำการเรียงสีสายสัญญาณใหม่ ดังนี้
    ขาวเขียว/เขียว,ขาวส้ม/น้ำเงิน,ขาวน้ำเงิน/ส้ม,ขาวน้ำตาล/น้ำตาล
    ขั้นตอนการติดตั้งเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปด้วย Windows XP ข้อกำหนดเบื้องต้น
                    เพื่อให้การติดตั้งเครือข่ายเวิร์กกรุ๊ปตามตัวอย่างต่อไปนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามต้องการ ดังนี้
    1.             เตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่  (Computer#1)
    2.             เตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่  (Computer#2)
    3.             เปลี่ยนมุมมองของเมนูเป็นชนิด Classic Start Menu
    4.             เปลี่ยนมุมมองของ Control Panel เป็น Classic View
    คอมพิวเตอร์เครื่องที่ (Computer#1)  ที่ติดตั้ง Windows XP Service Pack 2 เรียบร้อยแล้ว

    คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2(Computer#2)  ที่ติดตั้ง Windows XP Service Pack 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

    แสดงรายละเอียดของระบบปฏิบัติการ ซึ่งในที่นี้คือ Windows XP Professional  Service Pack 2

    ขั้นตอนการเปลี่ยนมุมมองของเมนูให้เป็นชนิด Classic Start Menu
    1.ไปที่ทาสก์บาร์แล้วคลิกขวาที่เมาส์เลือกรายการ Properties
    2.คลิกที่แท็บ Start Menu
    3.เลือกรายการคำสั่ง Classic Start menu
    4.กดปุ่ม OK
    ก็จะได้เมนูใหม่ในมุมมองของ Classic Start menu ดังนี้

    ขั้นตอนการเปลี่ยนมุมมองของ Control Panel ให้เป็น Classic View
    1.คลิกปุ่ม Start
    2.เลือกเมนู Settings
    3.เลือกเมนู Control Panel
    4.คลิกที่ Switch to Classic View
    ก็จะได้มุมมอง Control Panel ในรูปแบบ Classic Viewตามรายการดังนี้
    การกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องแรก
    ให้นำสายแลนแบบไขว้ที่สร้างขึ้นมาเสียบเข้ากับซ็อกเก็ตแลนทั้งสองเครื่อง หรือกรณีมีอุปกรณ์ฮับ ก็ได้ดำเนินการเสียบเข้ากับฮับได้เลย แต่กรณีนี้จะต้องเป็นสายแลนแบบต่อตรงที่ไม่ใช่แบบไขว้
    1. ให้สังเกตที่ทาสก์บาร์แสดงถึงคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อสาย โดยหลังจากที่ต่อสายแลนเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้ว ไอคอนนี้ก็จะเป็นซึ่งหมายความว่ายังไม่สามารถเชื่อมต่อได้ ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่ได้มีการกำหนดค่านั่นเอง

    2.ที่Control Panel ให้ดับเบิลคลิกที่ไอคอน Network Connection
    3.จะเกิดไดอะล็อกบ็อกซ์ชื่อ Network Connectionsขึ้นมาโดยให้นำเมาส์ไปชี้ แล้วคลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection แล้วเลือกรายการ Properties
    4.คลิกที่แท็บ General
    5.คลิกเครื่องหมายถูกทั้งหมดตามรูป ซึ่งปกติจะถูกกำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้คลิกที่รายการ Internet Protocol(TCP/P)จนเกิดแถบสี
    6.คลิกปุ่ม Properties
    7.เลือกรายการคำสั่ง Use the following IP address ทั้งนี้เนื่องจากต้องการกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสเอง
    8.กรอกหมายเลข IP:192.168.0.1 และ Subnet mask: 255.255.255.0
    9.ตามด้วยปุ่ม OK
    10.แล้วคลิกที่เซ็กบ็อกซ์ Show icon notification area when connected เพื่อให้แสดงไอคอนตรงทาสก์บาร์เมื่อได้รับการเชื่อมต่อ
     ขอบคุณแหล่งที่มาhttp://jindaporn44.blogspot.com/2011/02/4-windows-xp-professional.html




    บทที่ 7


    การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์บนเครือข่าย

    จุดประสงค์
    1. เข้าใจหลักการแชร์ไฟล์อย่างง่ายและการแชร์ไฟล์เฉพาะผู้ได้รับอนุญาต
    2. สามารถติดตั้งการแชร์ไฟล์อย่้างง่ายได้
    3. สามารถติดตั้งการแชร์ไฟล์เฉพาะผู้ได้รับการอนุญาตได้
    4. สามารถสร้างบัญชีผู้ใช้และกลุ่มได้
    5. ฝึกฝนการจัดการและวางแผนการสร้างบัญชีผู้ใช้และกลุ่ม เพื่อนำไปใช้งานอย่างมีระบบ
    6. สามารถติดตั้งเครื่องพิมพ์เพื่อแชร์ใช้งานบนเครือข่ายได้

    ต้อง set ค่า แต่ละเครื่องก่อน  โดยจำไว้ว่า  ชื่อกลุ่ม (workgroup)ต้องเหมือนกัน   แต่ชื่อเครื่องห้ามเหมือนกัน
    1.  อันดับแรกเราต้องทำการเปิดการแชร์ของ network ที่เราใช้อยู่เสียก่อนให้เข้าไปที่ control panel  -> Network and Internet -> Network and Sharing Center เมื่อกดเข้ามาแล้วจะพบกับหน้าต่างดังภาพ


    2. คลิ๊กเลือกไปที่ Change advanced sharing setting เพื่อเข้าสู่เมนูของการปรับแต่งค่าของ Network ซึ่งจุดนี้สำคัญเราต้องปรับค่าให้ตรงกับ Network ที่เราใช้อยู่ โดยทั่วไปจะมี Home , Work network และ Public ซึ่งถ้าเราใช้ Network ตัวไหนอยู่ก็ให้ทำการปรับค่าที่ Network นั้นซึ่งในตัวอย่างเป็น Network แบบ Public เมื่อกดเข้าไปเราหาเมนูดังภาพด้านล่าง


    3.ทำการเปิด Network discovery , File and printer sharing และ Public folder sharing โดยติ๊กเลือกที่ Turn on ดังภาพด้านบน จากนั้นเลื่อนลงมาด้านล่างสุดหาคำว่า Password protected sharing ทำการ Turn of ค่านี้ดังภาพด้านล่าง


    4. เมื่อทำการตั้งค่าเสร็จเรียบร้อยให้กด Save Change แล้วปิดหน้าต่างออกมาได้เลย จากนั้นมาเข้าสู่กระบวนการแชร์ไฟล์ โฟลด์เดอร์ หรือไดร์ฟโดยทำนำเมาส์ไปชี้ที่ไฟล์ โฟลด์เดอร์ หรือไดร์ฟที่ต้องการจะแชร์ คลิ๊กขวาเลือก properties เพื่อเรียกหน้าต่างสำหรับปรับแต่งค่าขึ้นมา จากนั้นเลือกไปที่หัวข้อ Sharing จากนั้นเลือกไปที่ Share คลิ๊กหนึ่งครั้ง


    5. เมื่อคลิ๊กที่คำสั่ง Share แล้วจะปรากฏหน้าต่างสำหรับกำหนดสิทธิ์ ตรงจุดนี้ไม่ต้องใส่ใจเลือกคลิ๊กไปที่ Share ที่อยู่ด้านล่างได้เลยดังภาพ


    6. เมื่อเสร็จสิ้นการแชร์แล้ว เราจำเป็นจะต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ โฟลด์เดอร์ หรือไดร์ฟที่เราได้ทำการแชร์เมื่อครู่นี้โดยเลือกไปที่หัวข้อ Security เพื่อทำการกำหนดสิทธิ์โดยเมื่อคลิ๊กเข้าไปก็จะพบกับหน้าต่างดังภาพด้านล่าง


    7. เลือกไปที่ Edit เพื่อเข้าสู่เมนูการเพิ่มสิทธิ์ จากนั้นเลือกไปที่ add


    8. พิมพ์คำว่า everyone ลงในช่อง Enter the object names to select จากนั้นกด Check Name หากพิมพ์ถูกต้องก็จะปรากฏคำว่า Everyone ขึ้นมาดังภาพด้านล่างจากนั้นกด OK


    9. เมื่อทำการเพิ่มชื่อแล้วให้กลับมาดูที่ช่องของการกำหนดสิทธิ์ในส่วนของ Group or user names ถ้ามี Everyone ปรากฎอยู่ก็เป็นอันเสร็จให้กด OK ออกมาได้เลยเท่านี้เครื่องเราก็จะสามารถทำการแชร์ไฟล์ได้ตามปกติแล้ว




    ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก 
    http://www.ict.rmutt.ac.th/?p=1694




                                               
                                             บทที่ 8 เรื่อง 
                  
                 การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาของระบบเครือข่าย

    การตรวจสอบความปลอดภัยข้อมูล เป็นการตรวจสอบในระดับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลในองค์กรภายในขอบเขตของการรักษาความปลอดภัยข้อมูลการตรวจสอบมีหลายประเภทของการตรวจสอบวัตถุประสงค์การตรวจสอบแตกต่างกันหลายเป็นต้นส่วนใหญ่มักถูกควบคุมตรวจสอบสามารถแบ่งการเทคนิคทางกายภาพและการบริหาร ตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลครอบคลุมหัวข้อจากการตรวจสอบความปลอดภัยทางกายภาพของศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบความปลอดภัยของฐานข้อมูลเชิงตรรกะและไฮไลท์ส่วนประกอบสำคัญในการหาและวิธีการที่แตกต่างกันสำหรับการตรวจสอบพื้นที่เหล่านี้
    เมื่อศูนย์กลางด้านไอทีของความปลอดภัยของข้อมูลก็สามารถเห็นได้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ มันมักจะอ้างแล้วว่าเทคโนโลยีสารสนเทศตรวจสอบความปลอดภัยหรือตรวจสอบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามการรักษาความปลอดภัยข้อมูลครอบคลุมมากกว่า IT
    การตรวจสอบ
    การวางแผนการตรวจสอบและจัดเตรียม
    ผู้สอบบัญชีควรมีการศึกษาอย่างเพียงพอเกี่ยวกับ บริษัท ฯ และกิมทางธุรกิจที่สำคัญในครั้งก่อนการตรวจสอบศูนย์ข้อมูล วัตถุประสงค์ของศูนย์ข้อมูลคือการจัดกิจกรรมศูนย์ข้อมูลกับเป้าหมายของธุรกิจในขณะที่รักษาความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของข้อมูลที่สำคัญและกระบวนการ เพื่อพิจารณาว่าเพียงพอหรือไม่เป้าหมายของลูกค้าจะถูกความผู้สอบบัญชีจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ก่อนการตรวจสอบ :
    ·         พบกับ IT การจัดการเพื่อกำหนดพื้นที่ที่เป็นไปได้ของความกังวล
    ·         ทบทวนปัจจุบันแผนผังองค์กรไอที
    ·         ตรวจสอบรายละเอียดการทำงานของพนักงานศูนย์ข้อมูล
    ·         การวิจัยทุกระบบปฏิบัติการและโปรแกรมซอฟต์แวร์ข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการอุปกรณ์ภายในศูนย์ข้อมูล
    ·         ทบทวนนโยบายของ บริษัท ไอทีและวิธีการ
    ·         ประเมินงบประมาณ IT ของ บริษัท และระบบการวางแผนเอกสาร
    ·         ศูนย์ตรวจสอบข้อมูลของแผนกู้คืนระบบ
    การตั้งวัตถุประสงค์การตรวจสอบ
    ขั้นตอนถัดไปในการดำเนินการตรวจสอบของศูนย์ข้อมูลองค์กรที่เกิดขึ้นเมื่อผู้สอบบัญชีเค้าร่างข้อมูลศูนย์วัตถุประสงค์การตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบพิจารณาปัจจัยหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับการศูนย์ข้อมูลและการระบุความเสี่ยงที่อาจตรวจสอบในสภาพแวดล้อมการดำเนินงานและประเมินผลการควบคุมในสถานที่ที่ลดความเสี่ยงที่ หลังจากการทดสอบอย่างละเอียดและการวิเคราะห์ผู้สอบบัญชีสามารถพอทราบว่าศูนย์ข้อมูลการควบคุมดูแลที่เหมาะสมและมีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิภาพ ต่อไปนี้เป็นรายการของวัตถุประสงค์ของผู้สอบบัญชีควรตรวจสอบ :
    ·         วิธีการและความรับผิดชอบของบุคลากรรวมทั้งระบบและ cross * functional ฝึกอบรม
    ·         เปลี่ยนกระบวนการการจัดการอยู่ในสถานที่และตามด้วย IT และการบริหารงานบุคคล
    ·         เหมาะสมสำรองการอยู่ในสถานที่เพื่อลดการหยุดทำงานและป้องกันการสูญหายของข้อมูลสำคัญ
    ·         ศูนย์ข้อมูลมีความปลอดภัยทางกายภาพเพียงพอการควบคุมเพื่อป้องกันการเข้าถึงไปยังศูนย์ข้อมูล
    ·         เพียงพอการควบคุมสิ่งแวดล้อมในสถานที่เพื่อให้อุปกรณ์การป้องกันจากไฟและน้ำท่วม
    ดำเนินการตรวจสอบ
    ขั้นต่อไปคือการรวบรวมหลักฐานเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์การตรวจสอบข้อมูลศูนย์ นี้เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยังสถานที่ศูนย์ข้อมูลและการสังเกตกระบวนการและขั้นตอนการดำเนินการภายในศูนย์ข้อมูล ต่อไปนี้การตรวจสอบจะต้องดำเนินการเพื่อตอบสนองความก่อนกำหนดวัตถุประสงค์การตรวจสอบ :
    ·         ข้อมูลบุคลากรศูนย์ บุคลากรศูนย์ข้อมูลควรอนุญาตให้เข้าถึงศูนย์ข้อมูล (บัตรหลัก login ID ของ รหัสผ่านที่ปลอดภัย ฯลฯ ) ศูนย์ข้อมูลพนักงานมีความรู้อย่างเพียงพอเกี่ยวกับอุปกรณ์ของศูนย์ข้อมูลและ การงานของตนอย่างถูกต้อง ผู้ขายผู้ให้บริการจะดูแลเมื่อทำงานบนอุปกรณ์ของศูนย์ข้อมูล ผู้สอบบัญชีควรสังเกตและข้อมูลพนักงานสัมภาษณ์ศูนย์เพื่อสนองวัตถุประสงค์
    ·         อุปกรณ์ – ผู้สอบบัญชีควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของศูนย์ข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ อุปกรณ์รายงานการใช้ตรวจสอบอุปกรณ์เพื่อความเสียหายและการทำงานบันทึกการหยุดทำงานของระบบและการวัดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ทั้งหมดช่วยผู้สอบบัญชีตรวจสอบสภาพของข้อมูลอุปกรณ์ศูนย์ นอกจากนี้ผู้สอบบัญชีควรสัมภาษณ์พนักงานเพื่อตรวจสอบว่านโยบายการป้องกันการบำรุงรักษาอยู่ในสถานที่และดำเนินการ
    ·         นโยบายและขั้นตอน นโยบายศูนย์ข้อมูลและวิธีการที่จะบันทึกและตั้งอยู่ที่ศูนย์ข้อมูล ที่สำคัญขั้นตอนเอกสารรวมถึงข้อมูลบุคลากรรับผิดชอบงานศูนย์สำรองนโยบายนโยบายความมั่นคงนโยบายยกเลิกพนักงานการระบบปฏิบัติการและภาพรวมของระบบปฏิบัติการ
    ·         ความปลอดภัยทางกายภาพ / ควบคุมสิ่งแวดล้อม – ผู้สอบบัญชีควรประเมินความปลอดภัยของศูนย์ข้อมูลของลูกค้า ความปลอดภัยทางกายภาพมีบอดี้การ์ดล็อคกรงกับดักคนทางเข้าเดียวปิดลงอุปกรณ์และระบบการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ควรควบคุมสิ่งแวดล้อมในสถานที่เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลอุปกรณ์ศูนย์ เหล่านี้รวมถึงเครื่องปรับอากาศยกชั้นความชื้นและยูพีเอส
    ·         การ Backup – ผู้สอบบัญชีควรตรวจสอบว่าลูกค้ามีการสำรองข้อมูลในสถานที่ในกรณีที่ระบบล้มเหลว ลูกค้าอาจดูแลศูนย์ข้อมูลสำรองที่สถานที่แยกต่างหากที่ช่วยให้พวกเขาทันทีต่อการดำเนินการในกรณีของระบบล้มเหลว
    ออกรายงานการตรวจสอบ
    ข้อมูลศูนย์รายงานการตรวจสอบจะสรุปผลการสอบบัญชีและคล้ายรูปแบบรายงานตรวจสอบมาตรฐาน รายงานการตรวจสอบควรเป็นวันที่สำเร็จการสอบถามผู้สอบบัญชีและวิธีการ สิ่งที่รัฐควรตรวจสอบ entailed และอธิบายว่าทบทวนให้เท่านั้น"ประกัน จำกัด "เพื่อบุคคลที่สาม
    ระบบตรวจสอบ
    ช่องโหว่เครือข่าย
    บทความหลัก : ตรวจสอบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์
    ·         การตัด : ข้อมูลที่จะถูกส่งผ่านเครือข่ายเป็นความเสี่ยงที่จะถูกลักลอบโดยบุคคลอื่นที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะนำข้อมูลไปใช้ที่เป็นอันตราย
    ·         Availability : เครือข่ายได้กลายเป็นกว้างครอบคลุมข้ามหลายร้อยหรือหลายพันไมล์ซึ่งหลายพึ่งพาการเข้าถึงข้อมูลของ บริษัท และสูญเสียการเชื่อมต่ออาจทำให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจ
    ·         Access point รายการ : เครือข่ายมีความเสี่ยงที่จะเข้าที่ไม่พึงประสงค์ จุดบกพร่องในเครือข่ายสามารถทำให้ข้อมูลที่มีให้ผู้บุกรุก นอกจากนี้ยังสามารถให้จุดเข้าไวรัสและม้าโทรจัน
    การควบคุม
    ·         ควบคุมการตัด : การสกัดกั้นสามารถ deterred บางส่วนโดยการควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพที่ศูนย์ข้อมูลและสำนักงานรวมทั้งเชื่อมโยงการสื่อสารที่ยุติและที่เดินสายเครือข่ายและกระจายอยู่ การเข้ารหัสยังช่วยรักษาความปลอดภัยเครือข่ายไร้สาย
    ·         ควบคุม Availability : การควบคุมที่ดีที่สุดคือการมีสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ดีและตรวจสอบเครือข่ายควรมีเส้นทางสำรองระหว่างทรัพยากรทุกจุดเชื่อมอัตโนมัติและเปลี่ยนเส้นทางการจราจรในเส้นทางได้โดยไม่ต้องสูญเสียข้อมูลหรือเวลา
    ·         Access / ควบคุมจุดรายการ : ส่วนควบคุมเครือข่ายที่วางที่จุดที่เครือข่ายที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอก ควบคุมเหล่านี้ จำกัด การจราจรที่ผ่านเครือข่าย เหล่านี้รวมถึง firewalls, ระบบตรวจจับการบุกรุกและซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส
    ผู้สอบบัญชีควรถามคำถามบางอย่างเพื่อทำความเข้าใจเครือข่ายและช่องโหว่ของ ผู้สอบบัญชีควรประเมินสิ่งที่ขอบเขตของเครือข่ายเป็นอย่างไรและมีโครงสร้าง แผนภาพเครือข่ายสามารถช่วยผู้สอบบัญชีในขั้นตอนนี้ คำถามต่อไปผู้สอบบัญชีเป็นสิ่งที่ควรถามข้อมูลสำคัญของเครือข่ายนี้จะต้องป้องกัน สิ่งต่างๆเช่นระบบองค์กรเซิร์ฟเวอร์อีเมล,เว็บเซิร์ฟเวอร์และโปรแกรมโฮสต์เข้าถึงได้โดยลูกค้ามักจะเน้นพื้นที่ นอกจากนี้ยังสำคัญรู้ที่มีการเข้าถึงและสิ่งที่ส่วน อย่าให้ลูกค้าและผู้ขายสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายหรือไม่ สามารถเข้าถึงข้อมูลของพนักงานจากที่บ้านสุดท้ายผู้สอบบัญชีควรประเมินว่าเครือข่ายเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกและวิธีการป้องกัน เครือข่ายส่วนใหญ่จะเชื่อมต่ออย่างน้อยอินเทอร์เน็ตซึ่งอาจเป็นจุดเสี่ยง เหล่านี้เป็นคำถามสำคัญในการปกป้องเครือข่าย
    ตรวจสอบการเข้ารหัสและ IT
    ในการประเมินความต้องการลูกค้าให้ดำเนินการตามนโยบายการเข้ารหัสสำหรับองค์กรของตน Auditor ควรดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงของลูกค้าและค่าข้อมูล งาน บริษัท กับผู้ใช้ภายนอกหลายอีคอมเมิร์ซและลูกค้าที่สำคัญข้อมูลพนักงาน / ควรรักษานโยบายเข้มงวดการเข้ารหัสเพื่อเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกต้องในระยะที่เหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมูล
    ผู้สอบบัญชีอย่างต่อเนื่องควรประเมินนโยบายการเข้ารหัสของลูกค้าและวิธีการ บริษัท ที่มีมากพึ่งพาอีคอมเมิร์ซและระบบเครือข่ายไร้สายมีมากเสี่ยงต่อการถูกขโมยและการสูญเสียข้อมูลที่สำคัญในการส่ง นโยบายและกระบวนการควรเป็นเอกสารและดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลทั้งหมดที่ส่งมีการป้องกัน บริษัท สามารถฐานนโยบายในการวัตถุประสงค์สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง Technology (COBIT) แนวทางการจัดตั้งขึ้นตาม IT Governance Institute (ITGI) และระบบสารสนเทศตรวจสอบและควบคุม Association (ISACA) ผู้สอบบัญชีควรทราบเพียงพอเกี่ยวกับแนวทาง COBIT
    ผู้สอบบัญชีควรตรวจสอบว่าการจัดการมีการควบคุมในสถานที่มากกว่าการเข้ารหัสข้อมูลขั้นตอนการจัดการ เข้าถึงปุ่มควรต้องควบคุม dual คีย์ควรจะประกอบด้วยสองส่วนแยกและควรเก็บในคอมพิวเตอร์ที่ไม่สามารถเข้าถึงโปรแกรมเมอร์หรือผู้ใช้ภายนอก นอกจากการจัดการควรยืนยันว่านโยบายการเข้ารหัสข้อมูลให้อยู่ในระดับที่ต้องการการป้องกันและตรวจสอบว่าค่าใช้จ่ายในการเข้ารหัสข้อมูลที่ไม่เกินค่าของข้อมูลตัวที่ ข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดจะคงปริมาณครอบคลุมเวลาที่ควรได้รับการเข้ารหัสและการขนส่งไปยังสถานที่ห่างไกล ขั้นตอนควรอยู่ในสถานที่ที่จะรับประกันว่าการเข้ารหัสข้อมูลที่สำคัญมาถึงสถานที่และจัดเก็บอย่างถูกต้อง ในที่สุดผู้สอบบัญชีจะต้องสำเร็จการยืนยันจากการจัดการที่เป็นระบบการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งไม่ attackable และสอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่นและระหว่างประเทศและระเบียบ


    ตรวจสอบความปลอดภัย Logical
    ขั้นตอนแรกในการตรวจสอบของระบบใด ๆ เพื่อขอให้เข้าใจองค์ประกอบและโครงสร้างของเมื่อตรวจสอบความปลอดภัยตรรกะผู้สอบบัญชีควรตรวจสอบสิ่งที่ควบคุมการรักษาความปลอดภัยอยู่ในสถานที่และวิธีการทำงาน โดยเฉพาะพื้นที่ตามจุดสำคัญในการตรวจสอบมีความปลอดภัยตรรกะ :
    ·         รหัสผ่าน : ทุก บริษัท ควรมีนโยบายเกี่ยวกับการเขียนรหัสผ่านและใช้พนักงานของพวกเขา รหัสผ่านไม่ควรใช้ร่วมกันและพนักงานควรจะมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการบังคับ พนักงานควรมีสิทธิ์ผู้ใช้ที่สอดคล้องกับการทำงานงานของพวกเขา พวกเขายังควรทราบ log เหมาะสมใน / log off การ ยังเป็นประโยชน์สัญญาณรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ผู้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายที่ดำเนินการเพื่อช่วยในการยืนยันตัวตน นอกจากนี้ยังสามารถเก็บกุญแจเข้ารหัสลับและ Biometric ข้อมูล ที่นิยมมากที่สุดของความปลอดภัย token (RSA ของ SecurID) แสดงหมายเลขที่เปลี่ยนแปลงทุกนาที ผู้ใช้สิทธิ์โดยการใส่หมายเลขประจำตัวบุคคลและจำนวนที่ token
    ·         ขั้นตอนการบอกเลิกสัญญา : เหมาะสมการยกเลิกเพื่อให้พนักงานเก่าไม่สามารถเข้าถึงเครือข่ายซึ่งสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนรหัสผ่านและรหัส นอกจากนี้ทุก cards id และป้ายที่อยู่ในการหมุนเวียนควรจะบันทึกและคิด
    ·         พิเศษบัญชีผู้ใช้ : Special บัญชีผู้ใช้และบัญชีสิทธิพิเศษอื่น ๆ ควรจะตรวจสอบและมีการควบคุมที่เหมาะสมในสถานที่
    ·         Remote Access : การเข้าถึงระยะไกลมักจะเป็นจุดที่ผู้บุกรุกสามารถเข้าสู่ระบบ เครื่องมือรักษาความปลอดภัยตรรกะที่ใช้ในการเข้าถึงระยะไกลควรจะเข้มงวดมาก การเข้าถึงระยะไกลควรจะเข้าสู่ระบบ
    เครื่องมือเฉพาะที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย
    การรักษาความปลอดภัยเครือข่ายทำได้โดยเครื่องมือต่างๆรวมทั้งไฟร์วอลล์และเซิร์ฟเวอร์พร็อกซี่การเข้ารหัสความปลอดภัยตรรกะและควบคุมการเข้าถึงซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและระบบการตรวจสอบเช่นการเข้าสู่ระบบ
    ไฟร์วอลล์เป็นส่วนมากพื้นฐานของเครือข่ายความปลอดภัย พวกเขามักจะอยู่ระหว่างเครือข่ายท้องถิ่นเอกชนและอินเทอร์เน็ต ไฟร์วอลล์ให้ไหลผ่านการจราจรที่จะสามารถรับรองความถูกต้องตรวจสอบบันทึกและรายงาน บางชนิดของไฟร์วอลล์ ได้แก่ ไฟร์วอลล์ชั้นเครือข่ายไฟร์วอลล์ screened subnet ไฟร์วอลล์กรอง packet, packet dynamic ไฟร์วอลล์กรองไฟร์วอลล์ hybrid ไฟร์วอลล์โปร่งใสและไฟร์วอลล์สมัครระดับ
    กระบวนการของการเข้ารหัสลับเกี่ยวกับการแปลงข้อความธรรมดาเป็นชุดของตัวอักษรอ่านไม่ได้เรียกว่าciphertext หากข้อความที่เข้ารหัสถูกขโมยหรือบรรลุในขณะที่การขนส่งเนื้อหานั้นอ่านไม่ได้ไปดู นี้รับประกันการส่งปลอดภัยและมีประโยชน์อย่างมากให้กับ บริษัท ส่ง / รับข้อมูลที่สำคัญ การเข้ารหัสข้อมูลเมื่อมาถึงผู้รับในกระบวนการถอดรหัสจะใช้งานเพื่อคืน ciphertext กลับไป plaintext
    เซิร์ฟเวอร์ Proxy ซ่อนที่อยู่ที่แท้จริงของเวิร์กสเตชันลูกค้าและยังสามารถทำหน้าที่เป็นไฟร์วอลล์ พร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ที่มีซอฟต์แวร์ไฟร์วอลล์พิเศษในการบังคับใช้การตรวจสอบ พร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ที่ทำหน้าที่เป็นไฟร์วอลล์ชายกลางสำหรับหน้าผู้ใช้
    โปรแกรมป้องกันไวรัสเช่น McAfee และ Symantec ซอฟต์แวร์ค้นหาและกำจัดของเนื้อหาที่เป็นอันตราย เหล่านี้โปรแกรมป้องกันไวรัสทำงานปรับปรุงอยู่เพื่อให้แน่ใจว่ามีข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ที่รู้จักกัน
    รวมถึงการรักษาความปลอดภัย Logical ซอฟต์แวร์สำหรับระบบขององค์กรรวมทั้ง ID และเข้าถึงผู้ใช้รหัสผ่านการตรวจสอบสิทธิการเข้าถึงและระดับอำนาจ มาตรการเหล่านี้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้อำนาจเท่านั้นที่สามารถดำเนินการหรือการเข้าถึงข้อมูลในเครือข่ายหรือเวิร์กสเตชัน
    ตรวจสอบระบบการติดตามและบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายขององค์กร โซลูชั่นระบบการจัดการมักจะใช้เส้นทางจากส่วนกลางรวบรวมตรวจสอบจากระบบต่างกันในการวิเคราะห์และนิติการจัดการระบบที่ดีเยี่ยมสำหรับการติดตามและระบุผู้ใช้ที่อาจไม่ได้รับอนุญาตพยายามเข้าถึงเครือข่ายและสิ่งที่ผู้ใช้มีการเข้าถึงเครือข่ายและการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจ ซอฟต์แวร์ที่บันทึกและการใช้ดัชนีในรอบหน้าต่างเช่น ObserveIT ให้ตรวจสอบเส้นทางครอบคลุมกิจกรรมของผู้ใช้เมื่อเชื่อมต่อระยะไกลผ่านบริการ terminal, Citrix และซอฟต์แวร์การเข้าถึงระยะไกลอื่น ๆ =
    ตาม 2006 การสำรวจผู้ใช้ Nmap 3243 โดย Insecure.Org, Nessus, Wireshark, และ Snort บางเครื่องบนเครือข่ายความปลอดภัยสูงสุดคือ ตามการสำรวจเดียวกันที่ BackTrack Live CD คือการตรวจสอบข้อมูลด้านความปลอดภัยสูงสุดและการกระจายการทดสอบการเจาะNessus เป็นสแกนเนอร์การรักษาความปลอดภัยจากระยะไกลที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า 1,200 ตรวจสอบความปลอดภัยสำหรับ Linux, BSD, และ Solaris Wireshark วิเคราะห์โพรโทคอลเครือข่ายสำหรับ Unix และ Windows, และ Snort เป็นระบบตรวจจับการบุกรุกที่ยังสนับสนุน Microsoft Windows Nessus, Wireshark, และ Snort ได้ฟรี บางผลิตภัณฑ์เป็นที่นิยมอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัยเครือข่ายรวม OmniGuard, Guardian และ LANGuard Omniguard เป็นไฟร์วอลล์ที่เป็นผู้ปกครองที่ยังมีการป้องกันไวรัส LANGuard ให้ตรวจสอบเครือข่ายตรวจจับการบุกรุกและการจัดการเครือข่าย สำหรับการจัดการเข้าสู่การแก้ปัญหาจากผู้ขายเช่น SenSage และอื่น ๆ เป็นทางเลือกสำหรับหน่วยงานราชการและสูงควบคุมอุตสาหกรรม


    ตรวจสอบความปลอดภัยโปรแกรม
    ความปลอดภัย Application
    ศูนย์ Application Security รอบสามหน้าที่หลัก
    ·         Programming
    ·         การประมวลผล
    ·         Access
    เมื่อมาถึงการเขียนโปรแกรมเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การป้องกันทางกายภาพและรหัสผ่านที่ถูกต้องอยู่รอบ ๆ และเซิร์ฟเวอร์เมนเฟรมสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงระบบกุญแจ มีการรักษาความปลอดภัยการเข้าถึงทางกายภาพที่ศูนย์ข้อมูลสำนักงานหรือของคุณเช่นป้ายอิเล็กทรอนิคส์และอ่านป้ายยามรักษาความปลอดภัย choke จุดและกล้องรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างจำเป็นเพื่อประกันความปลอดภัยของโปรแกรมและข้อมูลของคุณ แล้วคุณจะต้องมีการรักษาความปลอดภัยรอบการเปลี่ยนแปลงของระบบ ที่จะต้องทำกับการเข้าถึงการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงและมีการอนุมัติในที่ที่เหมาะสมสำหรับการดึงผ่านการเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาโปรแกรมผ่านการทดสอบและสุดท้ายในการผลิต
    กับการประมวลผลเป็นเรื่องสำคัญที่วิธีการและตรวจสอบด้านต่างบางเช่นใส่การปลอมแปลงหรือข้อมูลผิดพลาดการประมวลผลไม่สมบูรณ์และการประมวลผลรายการที่ซ้ำกันไม่เหมาะจะอยู่ในสถานที่ ให้แน่ใจว่าท่านจะสุ่มตรวจสอบหรือการประมวลผลทั้งหมดที่มีการอนุมัติถูกต้องเป็นวิธีการตรวจสอบนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะสามารถระบุการประมวลผลไม่สมบูรณ์และมั่นใจว่าวิธีการที่เหมาะสมในสถานที่ทั้งการจนเสร็จสิ้นหรือลบออกจากระบบหากมีข้อผิดพลาด นอกจากนี้ยังควรเป็นวิธีการระบุและแก้ไขซ้ำรายการ ในที่สุดเมื่อมาถึงการไม่ได้ถูกทำในเวลาที่เหมาะสมที่คุณควร back – ติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อดูว่าล่าช้ามาจากการระบุหรือไม่ล่าช้านี้สร้างความกังวลการควบคุมใดๆ
    แบ่งแยกหน้าที่
    เมื่อคุณมีฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับเงินทั้งขาเข้าหรือส่งออกสำคัญมากเพื่อให้แน่ใจว่าหน้าที่จะแยกเพื่อลดและหวังป้องกันการโกง วิธีหนึ่งที่สำคัญเพื่อให้เหมาะสมแยกหน้าที่ (สด) จากมุมมองที่เป็นระบบตรวจสอบการอนุญาตให้เข้าถึงบุคคลระบบบางอย่างเช่น SAP อ้างมาพร้อมกับความสามารถในการดำเนินการทดสอบสด แต่การทำงานให้เป็นประถมต้องค้นหาเสียเวลามากที่จะสร้างและ จำกัด ระดับรายการเท่านั้นที่มีการใช้น้อยหรือไม่มีวัตถุหรือข้อมูลค่า กำหนดให้ผู้ใช้ผ่านการทำธุรกรรมที่มักเข้าใจผิดผลการผลิต สำหรับระบบที่ซับซ้อนเช่น SAP ก็มักจะต้องการใช้เครื่องมือพัฒนาพิเศษเพื่อประเมินและวิเคราะห์ความขัดแย้งสดและประเภทอื่น ๆ กิจกรรมระบบ สำหรับระบบอื่น ๆ หรือระบบหลายรูปแบบที่คุณควรตรวจสอบผู้ใช้ที่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ super ระบบให้พวกเขาเข้าไม่ จำกัด ทุกด้านของระบบ นอกจากนี้การพัฒนา matrix สำหรับฟังก์ชันทั้งหมดเน้นจุดที่แยกเหมาะสมของหน้าที่ถูกละเมิดจะช่วยหาจุดอ่อนวัสดุที่อาจเกิดขึ้นโดยการข้ามเข้าใช้บริการของพนักงานแต่ละคน นี้เป็นสิ่งสำคัญหากไม่ดังนั้นในฟังก์ชันการพัฒนาตามที่ผลิต มั่นใจว่าผู้พัฒนาโปรแกรมไม่ได้คนที่มีสิทธิ์ดึงลงในการผลิตคือกุญแจสำคัญในการป้องกันโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาตในระบบการผลิตที่พวกเขาสามารถใช้เพื่อกระทำผิดฉ้อโกง
    ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก




    บทที่ 9

    ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

    อินเตอร์เน็ต (Internet)
    ป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์(Network Computer System) ที่ใหญ่ที่สุด
    เกิดจากการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวนมากมายในโลกเข้าด้วยกัน เช่นเครือข่ายแลน เครือข่ายของเครื่องมินิหรือเมนเฟรมคอมพิวเตอร์
    แต่ละเครือข่ายจะต้องมีเครื่องแม่ข่าย(Server) ที่เรียกว่า โฮสต์(Host) คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารกับผู้ใช้บริการ

    ความเป็นมา
    อินเตอร์เน็ตเกิดจากความร่วมมือของกระทรวงกลาโหมอเมริกัน(DOD หรือ US Department Of Defense) และองค์การป้องกันประเทศอเมริกา(ARPA หรือArmed-Forces Research Project Agency) ก่อตั้งโครงการ ARPANET เพื่อทดลองระบบเครือข่ายของหน่วยงานทางทหาร
    เป็นการกระจายการเก็บข้อมูลข่าวสารจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เพื่อป้องกันการทำลายข้อมูลจากข้าศึก
    มีการเชื่อมโยงศูนย์คอมพิวเตอร์จากที่ต่างๆเข้าด้วยกัน ให้สามารถทำงานแทนกันได้
     การเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย

    เริ่มเชื่อมต่อครั้งแรกในปี 2532 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
    จุดประสงค์เพื่อใช้รับส่งอิเล็กทรอนิกส์เมลล์กับประเทศออสเตรเลีย
    ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ(NECTEC) จัดทำโครงการ
    เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัยขึ้น

    เส้นทางการเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ตในไทยเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
    ที่อเมริกามี
     3 เส้นทาง
    NECTEC, จุฬาลงกรณ์ และ KSC



    วิธีการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ต

    การเชื่อมโยงโดยตรงด้วยเกตเวย์
    เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เข้ากับ Backbone ของอินเตอร์เน็ต โดยผ่าน เกตเวย์(Gateway) หรือ IP Router
    สายสื่อสารความเร็วสูงมาก มักใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
    การเชื่อมโยงต่อผ่าน Internet Service Providers(ISP)
    เป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ เข้าสู่อินเตอร์เน็ต โดยผ่านบริษัทผู้ให้บริการจัดสรรการเชื่อมโยง


    โปรโตคอล(Protocol) คืออะไร
    เป็นกลุ่มของกฏหรือกติกาที่มีการบัญญัติขึ้นสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างตัวส่งและตัวรับ เพื่อให้ตัวส่งและตัวรับใช้กติกานี้ ร่วมกัน ทำให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างถูกต้องและมีระเบียบ
    ตัวอย่างของโปรโตคอล
    TCP/IP(Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
    FTP(File Transfer Protocol)
    HTTP(Hyptertext Trasfer Protocol)


    ซอฟต์แวร์เว็บเซิร์ฟเวอร์
    ตัวอย่างโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์บนระบบปฏิบัติการ UNIX
    Apache , NCSA httpd ฯลฯ
    ตัวอย่างโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์บน WINDOWS NT
    IIS(Internet Information Server)
    ตัวอย่างโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์บน WINDOWS 95, 98,XP
    Personal Web Server
    OmniHTTPD ฯลฯ

    โปรแกรมเว็บเบราเซอร์

    เป็นโปรแกรมสำหรับแปลง Tags ที่กำหนดในเว็บเพจ HTML ให้กลายเป็นตัวอักษร/ภาพ/เสียง
    NCSA Mosaic
    Netscape Navigator
    Microsoft Internet Explorer
    Opera

    โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ NCSA Mosaic
    สร้างโดย Marc Andressen โปรแกรมเมอร์ของ NCSA(National Center for Supercomputing Applications)
    เป็นโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ตัวแรกสุดที่สามารถแสดงผลแบบรูปภาพ เสียง และภาพยนต์ ได้นอกจากการเชื่อมโยงเอกสารทั่วไป
    สามารถใช้งานได้บน Windows, Macintosh, X-Windows
    มีการให้บริการ E-mail, FTP, Usenet News ไว้ด้วย
    เป็นต้นแบบของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ตัวอื่นๆในปัจจุบัน

    โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ Netscape Navigator
    Marc Andressen กับ James H.Clark ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Mosaic Communication Corporation ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Netscape Communications Corporation
    เป็นโปรแกรมยอดนิยมที่เป็นคู่แข่งสำคัญของ Microsoft
    มีการพัฒนาให้สามารถรับรู้คำสั่งหรือ Tags ใหม่ๆที่มีอยู่ใน HTML รุ่นใหม่ และสนับสนุนภาษา Java และ Javascript


    โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ Microsoft Internet Explorer
    ผลิตโดยบริษัท Microsoft ผู้ผลิตโอเอส DOS, Windows ฯลฯ
    เกิดจากการซื้อลิขสิทธ์โปรแกรม NCSA Mosaic มาพัฒนาต่อเป็น Internet Explorer(IE)
    ใช้งานได้กับระบบปฏิบัติการ Windows 95, 98, NT, MacOS
    เพิ่มขีดความสามารถให้แสดงภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติ ได้
    มีการออกคำสั่ง HTML ใหม่ๆที่ใช้งานได้กับเบราเซอร์ของตน




    ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต

    รับส่งจดหมาย (email) - ใช้โปรแกรมยูโดร่าเอ้าท์ลุค เป็นต้น
    ค้นหาข้อมูลและภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว - ใช้โปรแกรมเนทสเคปเอ็กซ์โพรเลอร์
    ดาวน์โหลดโปรแกรม ไดร์ซเวอร์ และอื่น ๆ
    ขายสินค้า โฆษณาหรือสั่งซื้อสินค้า
    เล่มเกมส์ผ่านอินเตอร์เน็ต
    พูดคุยผ่านอินเตอร์เน็ตแทนโทรศัพท์ - ใช้โปรแกรมเน็ตทูโฟน
    รับส่งแฟ็กซ์ 
    ดูหนัง ฟังเพลง
    และอื่น ๆ อีกมากมาย


    World Wide Web(WWW) คืออะไร


    เกิดขึ้นในปี 1989 โดย Tim Berners-Lee แห่งห้องปฏิบัติการ CERN
    เป็นบริการหนึ่งที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ต ทำให้การใช้งานอินเตอร์ง่ายขึ้น ผู้ใช้ไม่ต้องจดจำคำสั่งของยูนิกซ์อีกต่อไป
    เป็นการแสดงเอกสารที่อยู่ในรูปของสื่อผสม(Multimedia) ที่เรียกว่าเว็บเพจ(Web Page) ที่ประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไห
    ว วีดีโอ และไฮเปอร์เท็กซ์(Hypertext)

    ส่วนประกอบของ WWW
    แหล่งข้อมูลหรือเว็บไซต์(Web Site)
    โปรแกรมเว็บบราวเซอร์(Web Browser)
    เว็บไซต์หรือเว็บเซิรฟ์เวอร์ เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บ เว็บเพจ เว็บบราวเซอร์ หรือเว็บไคลเอ็นต์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเข้าสู่ WWW เพื่อเปิดดูเว็บเพจในเว็บไซต์

    โฮมเพจ(Home Page) คืออะไร
    • เป็นหน้าแรกของเว็บเพจทั้งหมดที่ผู้ใช้บริการจะพบเมื่อมีการเข้าไป
      ยังเว็บไซต์ใดๆ
    • เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่แสดงให้ผู้บริการทราบว่าในเว็บไซต์นั้นมีบริการ
      ใดบ้าง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์องค์กรของตน
    • ภายในโฮมเพจอาจมีเอกสารข้อความอื่นๆที่เรียกว่า เว็บเพจ เชื่อมโยง
      ต่อจากโฮมเพจนั้นได้อีกเป็นจำนวนมาก
    IP Address, DNS, E-mail Address และ URL


    IP Address คืออะไร 
    เป็นหมายเลขประจำตัวของเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย
    ประกอบด้วยตัวเลข ชุดที่คั่นกันด้วยเครื่องหมายจุด(.) เช่น 202.44.194.6
    ตัวเลขในแต่ละชุดจะมีขนาด บิต แต่ละชุดจึงมีค่าตัวเลขได้ตั้งแต่ ถึง 28-1 = 255 เท่านั้น
    โฮสต์คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องขอหมายเลข IP นี้จากหน่วยงาน Internet Network Information Center(InterNIC) ขององค์กร Network Solution Incorporated(NSI) สหรัฐอเมริกา
    ผู้ใช้ธรรมดาทั่วไปสามารถสมัครเป็นสมาชิกกับหน่วยงานที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต(Internet Service Provider หรือ ISP) เพื่อรับหมายเลข IP จาก ISP ได้

    DNS(Domain Name System) คืออะไร
     
    เป็นเทคนิคการเปลี่ยนหมายเลข IP ที่เป็นตัวเลขให้เป็นตัวอักษรแทน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ
    ตัวอย่างของ DNS เช่น 
    DNS IP Address
    kku1.kku.ac.th -------> 202.12.97.1
    DNS(Domain Name System)


    รูปแบบของ DNS มีดังต่อไปนี้
    ชื่อโฮสต์คอมพิวเตอร์.ชื่อเครือข่ายท้องถิ่น[.ชื่อโดเมนย่อย.].ชื่อโดเมนระดับบน
    ชื่อโดเมนระดับบน จะแบ่งออกได้เป็น ประเภทคือ
    ชื่อโดเมนที่เป็นชื่อย่อของประเภทขององค์กรในสหรัฐอเมริกา
    เช่น
    com commercial กลุ่มองค์กรเอกชน
    edu educational กลุ่มสถาบันการศึกษา
    gov governmental กลุ่มองค์กรของรัฐทั่วไป
    mil military กลุ่มองค์กรทหาร
    net network services กลุ่มองค์กรบริหารเครือข่าย
    org non-commercial organization กลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไร
    เช่น 
    biz.zd.com

    ชื่อโดเมนระดับบนที่เป็นชื่อย่อของประเทศต่างๆ 
    เช่น
    au ออสเตรเลีย jp ญี่ปุ่น
    ca แคนาดา th ไทย
    fr ฝรั่งเศส uk อังกฤษ

    จะมีสับโดเมน(Subdomain) ที่แสดงถึงประเภทขององค์กรในประเทศนั้นๆ 
    เช่น
    ac สถาบันการศึกษา go องค์กรรัฐบาล
    co องค์กรเอกชน or องค์กรไม่แสวงหากำไร
    เช่น kku1.kku.ac.th


     E-mail Address คืออะไร
    เป็นที่อยู่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือที่อยู่อีเมลล์ เพื่อให้ผู้ใช้งานในอินเตอร์เน็ตสามารถรับส่งจดหมายผ่านทางคอมพิวเตอร์ได้
    รูปแบบมีดังต่อไปนี้
    ชื่อผู้ใช้@ชื่อโฮสต์.ชื่อเครือข่ายท้องถิ่น[.ชื่อโดเมนย่อย.].ชื่อโดเมนระดับบน
    ตัวอย่างเช่น potjaluck@yahoo.com

    ตัวอย่างโปรแกรม E-mail ที่มีบริการอยู่ในอินเตอร์เน็ต
    Microsoft Outlook
    Netscape Mail หรือ Netscape Messenger
    Eudora
    Yahoo
    Hot mail
    ฯลฯ 

    URL (Uniform Resource Locator) คืออะไร
    เป็นที่อยู่ของเว็บไซต์ที่ผู้ใช้บริการจะเข้าไปเรียกดูข้อมูล
    ชื่อโดเมนยังสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ URL ได้รูปแบบมีดังต่อไปนี้

    โปรโตคอล://ชื่อโดเมน/ชื่อไดเรกทอรี่ที่เก็บไฟล์ในโฮสต์/ชื่อไฟล์ในโฮสต์

    ตัวอย่างของโปรโตคอลที่เรียกใช้บริการได้ เช่น http:// หรือ ftp:// เป็นต้น
    HTML(HyperText Markup Language) คืออะไร
    เว็บเพจจะถูกสร้างขึ้นมาจากภาษา HTML
    HTML เป็นภาษาสำหรับทำเครื่องหมายอันประกอบด้วยคำสั่งที่เรียกว่า “Tags” ที่เป็นตัวกำหนดว่าเว็บเพจจะมีข้อความอะไร มีการแสดงรูปภาพ เสียง และวีดีโอที่ตำแหน่งใด หรือมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่นอีกหรือไม่ เป็นต้น

    ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก

    Copyright © 2015 เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น